วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2563

หลักเกณฑ์การสอบสัมภาษณ์

 ทุกคนต่างต้องการความมั่นคง ความก้าวหน้า การมีอาชีพที่มีเกียรติ และก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ที่ตนปฏิบัติงาน


หลายคนต้องการมีประสบการณ์ในการทำงาน

หลายคนต้องการงานที่ตนชอบ ตรงตามความรู้ความสามารถ หรืองานที่ใช่

หลายต้องการค่าตอบแทนที่มากขึ้นกว่าเดิม

เมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๓ ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสเข้าร่วมเป็นกรรมการสอบสัมภาษณ์ข้าราชการใหม่ มีผู้เข้ารับการสอบสัมภาษณ์จำนวน ๘๒๔ คน

เริ่มดำเนินการสอบสัมภาษณ์ตั้งแตเวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกาเป็นต้นไป

เบื้องต้นมีการประชุมคณะกรรมการ เพื่อแจ้งหลักเกณฑ์ในการให้คะแนน และมีการออกข้อสอบคำถามกลาง กรณ๊ที่ออกมาหลายข้อ ต้องมีการลงคะแนนว่าจะเลือกเอาข้อใด

เกณฑ์การให้คะแนน มีแยกเป็น ๔ ประเด็น ได้แก่

 ๑.การแต่งกาย จำนวน ๑๐ คะแนน โดยพิจารณาจากการแต่งกายเป็นหลัก มีความสุภาพถูกต้องตามกาละเทศะหรือไม่ 

มีการสอบถามว่การสวมใส่เสื้อยึดมีปกจะเป็นการแต่งกายสุภาพหรือไม่ มีบางส่วนบอกว่าสุภาพแต่ไม่ถูกกาละเทศะ บางส่วนบอกว่สุภาพ 

๒.บุคลิกภาพ  จำนวน ๒๐ คะแนน โดยดูจากการพูดคุย การตอบคำถาม การแนะนำตัวเอง ดูแนวคิดของผู้เข้าสอบว่ามีแนวคิดอย่างไร มีทัศนคติอย่างไร

๓. ประสบการณ์การทำงาน จำนวน ๒๐ คะแนน โดยพิจารณาจากประสบการณ์ที่เคยผ่านงานมาก่อน ความสามารถพิเศษที่สามารถนำมาใช้ในการปฏิบัติงาน และการเคยทำกิจกรรมเพื่อสังคมมาก่อน

๔.ความรู้ความสามารถ จำนวน ๕๐ คะแนน โดยดูจากการตอบคำถามกลางที่จะให้ผู้เข้าสอบได้ตอบคำถาม และแสดงความคิดเห็น

นอกจากนี้ ยังให้คณะกรรมการมีเวลาสอบสัมภาษณ์คนละประมาณ ๑๐ - ๑๒ นาที/คน แต่ละช่วงเวลาต้องสัมภาษณ์ให้ได้ประมาณ ๖ - ๗ คน 

น้อง ๆ ที่กำลังจะไปสอบสัมภาษณ์หรือเตรียมการเพื่อจะไปสอบสัมภาษณ์เข้าทำงานไม่ว่าจะเป็นเอกชนหรือหน่วยงานราชการ คงจะมีเกณฑ์ไม่แตกต่างกันมากครับ 

การเตรียมตัวที่ดี มีชัยไปแล้วครึ่งหนึ่งครับ


วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ขัอคิดสำหรับผู้สูงอายุ


ได้อ่านไลน์ในกลุ่มที่ส่งมา อ่านแล้วได้แง่คิดหลายประการ และอีกอย่างก็จะใกล้เกษียณอายุราชการแล้ว จะเข้าสู่วัยสูงอายุ หากนำไปคิดพิจารณา ก็จะเกิดประโยชน์แก่ตนเอง และท่านอื่นได้อ่านก็จะเกิดประโยชน์แก่ตนเองไม่น้อย จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ครับ



เกียเซ้ง มหาเศรษฐี​ชาวฮ่องกง  (李嘉誠)

๐​  ท่านเขียนบนเตียงคนไข้ขณะที่ท่านกำลังป่วยหนักอยู่

๐​ ข้อเขียนนี้มีชื่อว่า 'เพลงอาทิตย์​อัสดง'​ (《夕陽謠》/ซีหยางเหยา/เสกเอี่ยงเอี๊ย)

๐​ หมายเหตุ​จากผู้แปล  :  นักประพันธ์​จีนมักเปรียบเทียบ​วัยดึกเป็นพระอาทิตย์​กำลังจะตกดิน  ซึ่งแม้นจะเป็นช่วงเวลาที่สวยงาม   แต่ก็แสนสั้น

ผู้เขียนได้หมายเหตุสั้นๆ  ก่อนนำข้อเขียนมาเผยแพร่ว่า :  -

* ลีกาเซ็งเป็นนักธุรกิจผู้มีชื่อเสียงมาก

* ปัจจุบัน​ท่านมีอายุ 92 ปี

* ท่านได้ครองตำแหน่งมหาเศรษฐี​อันดับ 1 ของฮ่องกงมาเป็นเวลาหลายปี

* ท่านเป็นผู้ '​บ้าทำงาน'​  (工作狂/กงจั้วขวาง/กังจั๊กค้วง/work​aholic)​

*  ท่านทำงานมาตลอดชีวิต​ของท่าน จนถึงปี ค.ศ. 2018 ท่านถึงได้ประกาศเกษียณ​ตนเองจากงานที่ท่านทำ

๐​ หลังเกษียณ​ ท่านจึงได้เริ่มต้นใช้ชีวิต​หลังเกษียณ​อย่างมีความสุข

๐​ ต่อไปนี้เป็นเนื้อหาของข้อเขียน​ของท่านที่ท่านอยากแบ่งปันให้กับผู้เกษียณ​อายุทุกท่านเพื่อเป็นแนวคิดและแนวปฎิบัติตน ดังนี้คือ : -

1. ฟ้ากำหนดมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า ชีวิต​มนุษย์​นั้นคือ 'ศูนย์'​/0/zero

*ไม่มีทางที่คุณจะทำให้ชีวิต​คุณ​เป็นสี่เหลี่ยมหรือเป็นวงกลมได้

*ชีวิต​คนเราแท้จริงแล้ว ก็คือการเริ่มต้นจาก 0  แล้วเดินทางไปสู่ 0

*ดังนั้น  คุณ​จะรู้สึก​สงบโปร่งเบา (心態 平/ซินไท้ผิง/ซิมไถ่เพ้ง)​ หากวิถีการดำรงชีวิต​ของคุณสอดคล้องกับธรรมชาติ​ (顺其自然/สุ้นฉีจื้อหยาน/สุ่่งขี่​จื่อเยี้ยง)

2.  อย่ามัวคิดว่า  คุณ​จะ
มีทรัพย์สิน​เงินทอง​มากมาย​  เหลือกิน​เหลือใช้ในวัยดึก (晚年/หว่านเหนียน/หมึงนี้)​ เพราะเมื่อว่าไปตามความเป็นจริง​แล้ว​  คุณ​จะพบว่า : -

* ตั้งแต่รู้ความจนถึงสิ้นอายุขัย​ ไม่มีใครรู้แน่แท้จริงว่าใครควรได้อะไรมาบ้างในชีวิต​ ตลอด​จนได้อะไรมากน้อยเพียงใด​ในชีวิต

*อีกทั้งคิดๆ ดูให้ดี  คุณจะพบว่า  ตั้งแต่วันที่คุณเกิด  จนกระทั่ง​วันที่คุณตาย มีอะไรบ้างที่คุณเป็นเจ้าของ?

*คุณ​ควรจะตื่นขึ้น​จากความเข้าใจผิดและหยุดหลอกตัวเองได้แล้ว

3. คุณจะรู้สึกใจเป็นสุขอยู่ทุกเมื่อ   หากคุณรู้จักพอ  (能知足,便常樂/เหนิงจือจู๋, เปี้ยนฉางเล่อ/เหล่งไจจก, เปี่ยงเสี่ยลัก)​

** ความเป็นอยู่​ในบั้นปลาย​ของชีวิต​ของคุณควรอยู่อย่าง​มีความสุข

** อย่าไปหลงระเริงอยู่กับทรัพย์สิน​เงินทองและความร่ำรวยที่คุณหามาได้

** อย่าไปกลัดกลุ้ม​อยู่กับความยากจนข้นแค้นในชีวิต​ที่คุณไม่อาจสลัดมันออกไปได้

** ขอให้คุณจงคิดว่า  ต่อจากนี้ เราได้มีชีวิต​อยู่อย่างเป็นอิสระก็สุขแล้ว

4. อย่าดันทุรัง​ครวญ​หาสิ่งเหนือกำลังความสามารถ​ของตน (莫強求/ม่อเฉียงฉิว/หมกเขี่ยงคิ้ว)​ ; 

** อย่ายื้อแย่ง​เบาะแว้ง (莫相爭/ม่อเซียงเจิง/หมกเซียงแจ)

** ชีวิต​มนุษย์​เปรียบ​เหมือนความฝัน​และม่านหมอก

* ฟ้่าก็ว่างเปล่า,  ดินก็ว่างเปล่า​

*ชีวิต​มนุษย์​ก็​ดุจเดียว​กัน  คือล่องลอยอยู่​ในความว่างเปล่า

5.  สุริยันก็ว่างเปล่า​;  จันทราก็ว่างเปล่า

*  ชีวิตมนุษย์ดุจสายน้ำที่ไหลผ่านไป

**  ทั้งที่อยู่นาไร่ก็เป็นของไม่แน่นอน  สิ่งทั้งหลาย​เหล่านี้ย่อมหมุนเวียนเปลี่ยนเจ้าของใหม่อยู่ร่ำไป

6. ความรักความผูกพัน​ก็หาความยั่งยืน​แน่นอน​ไม่ได้  เพราะสุดท้ายความสัมพันธ์​และผูกพัน​เหล่านี้ย่อมสูญสลาย, ลอยละล่อง, ระเหยเข้าสู่​ปล่องไฟเบื้องบน,  แล้วจางหายไป

*  เงินทองก็เช่นกัน​ คุณเคยเห็นคนตายกำมันเอาไว้ในมือได้บ้างไหม?

7.  ชื่อเสียงก็ดี, ประโยชน์​ลาภผล​ก็ดี  สิ่งต่างๆ   เหล่านี้​จะอันตรา​ทานหายวับ​ไปกับตาของคุณและจากคุณ​ไป ทันทีที่คุณหลับตาตายจากไป

*  รวมทั้งความสำเร็จ​และความล้มเหลวทั้งหลายที่คุณผานผ่านมาเมื่อตอนคุณมีชีวิต​อยู่​ -​- สิ่งเหล่านี้ล้วนเหมือนละคร​ชีวิต​ที่คุณแสดงขณะที่คุณมีลมหายใจอยู่  ก็เท่านั้น

8.  ไม่ว่าคุณจะมียศศักดิ์​สูงสักเพียงใดและมีอำนาจบารมีมากสักแค่ไหน  แต่ก็ไม่เคยปรากฎว่ามีผู้ใดจะดำรงคงอยู่​ในตำแหน่ง​ยศศักดิ์​ตลอดไปเลยได้สักคน

* ไม่ว่าจะยากดีมีจนแค่ไหนเพียงใด ทุกอย่างล้วนไม่จีรังยั่งยืน

** ขอให้คุณ​ใคร่ครวญ​และตระหนัก​ให้ดี, ให้่้เข้าใจว่า  ปรากฏการณ์​เหล่านี้แหละคือสัจธรรมแห่งชีวิต

9. กาลเวลา​ย่อมหมุนเวียน​เปลี่ยนไปดุจเช่นฤดูกาล​ที่ผันแปรเปลี่ยนไป

*  ชีวิตมนุษย์​ดุจดั่งน้ำ ขึ้นน้ำลงตลอดเวลา, หาสิ้นสุด​ยุติไม่

*  จิตใจคุณจะเบิกบานเมื่อคุณ​สามารถ​ 'มองทะลุปรากฎการณ์​ทั้งหลายที่เกิดขึ้นและเข้าใจสัจธรรม​ในชีวิต'​  (看破红塵/ขั้นพ่อหงเฉิน/โทยผั่วอ่างติ๊ง)

*  ทุกครัวเรือนต่างมีปัญหา​ที่ตนเองต้องเผชิญ​หรือแก้ไข  และต่อให้พยายามแก้ไข  บางครั้ง​ก็ยังแก้ไม่ตก (家家有本難唸的經/เจียเจียโหยวเปิ่นหนานเนี่ยนเตอจิง/แกแกอู่ปึงหนั่งเหนี่ยมตีเก็ง)

*  อย่าวนเวียนทุกข์​ใจอยู่กับปัญหา

10.  การเลี้ยงดู, อบรม และส่งเสียลูกๆ  ถือว่าเป็นหน้าที่ของพ่อแม่;

* ทั้งคุณในฐานะผู้​เป็นพ่อ​หรือเป็น​แม่ก็ได้รับความสุข​จากการได้ช่วยเหลือลูกของคุณระหว่าง​การเลี้ยงดูลูกของคุณ

*  แต่จงพึงจำใส่ใจไว้ว่าอย่า 'พาตนเองไปติดกรงขังแห่งความรักความห่วงใยลูกหลานมากเกินไปจนทำให้คุณเองไปไหนไม่รอด'​ (莫讓兒女困籠中/ หม้อ ย่างเอ๋อืหนี่ขุ้นหลงจง/หมกหย่างหยี่นึ่งคุงล้างตัง)

** เนื่องจากเป็นสัจธรรม​ที่ลูกทุกคนต่างก็มีบุญกรรมและต่างก็ต้องรับเวรกรรมที่เป็นของพวกเขาเอง (兒孫自有兒孫福/เอ๋อซุนจื้อโหย่วเอ๋อซุนฝู/หยี่ซุงจื่ออู๋หยี่ซุงหก)

๐​ ดังนั้น คุณควรจะใช้ชีวิตวัยดึกของคุณเองให้มีความสุข

๐​ ขอแต่สุขภาพของคุณดีในวัยดึก คุณก็จะสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุข​ได้

1​1.  มนุษย์​ที่มีชีวิตอยู่ใน​โลกใบนี้ช่างเหมือนผึ้งน้อยที่บินว่อนไปทั่วทิศเพื่อดูดน้ำหวานจากเกสรดอกไม้เพื่อมาทำน้ำผึ้ง

*  คุณเคยคิดบ้างไหมที่คุณเหนื่อยยากแสนลำบาก  'ผลิตทำน้ำผึ้ง'​นั้นเพื่อใคร?

*  แท้จริง ที่คนเราพากเพียรเหนื่อยยากทั้งชีวิต​ก็เหมือนเพียงฝัน

*  ฉะนั้น หากคุณคิดตก, หากคุณมองทะลุความจริงข้อนี้ได้แล้วไซร้  และ

* คุณสามารถทำตน 'ไม่แก่งแย่งชิงดี, ชิงดีชิงเด่น​, เอาชนะคะคาน​มากจนเกินไป'​ (與世無爭/หวี่ซื่ออู๋เจิง/อือสี่บ่อแจ)​  ได้แล้วไซร้

*  คุณก็สามารถ​มีชีวิตที่ยืนยาว

1​2.  อันโรงพยาบาล​นั้น  : -
*  หากมองผิวเผิน   ก็ เหมือนสวรรค์​เมืองแมนที่คอยช่วยเหลือรักษาเยียวยาคนนับไม่ถ้วนให้หายจากความป่วยไข้ไม่สบาย

*  หากเข้าไปมองให้ชัดอีกนิด  ก็ให้​รู้​สึกเหมือนธนาคารที่คอยดูดและเก็บเงินจำนวนนับไม่ถ้วนจากผู้คนไปทั่​ว

*  พอเข้าใกล้  มองให้ชัด  มันก็คือคุกตารางดีๆ  นั่นเอง

*  ฉะนั้น คุณควรปฎิบัติ​ตัวเพื่อหลีกเลี่ยง​ที่จะไม่ไปยุ่งเกี่ยว​กับโรงพยาบาล

1​3.  สุขภาพของคุณเป็น 'สินทรัพย์​ที่จับต้องไม่ได้'​  (無形資產/อู่สิงจือฉ่าง/บ่อเฮ้งจือซั่ว/invisible asset)

* การออกกำลัง​กายเปรียบดังเงินฝากธนาคาร

* โรคภัยไข้เจ็บ​คือการจ่ายคืนหนี้กู้

* โรคร้ายแรงสามารถพาคุณล้มละลาย​ได้เลยนะ

*  โปรดอย่าดูเบาคำกล่าวข้างต้นนี้ว่าเป็นการล้อเล่น (調侃 /เถียวข่าน/เถี่ยวข่าง)

**  หาไม่แล้ว คุณจะรับมือกับโรคร้ายไม่ทัน เมื่อคุณได้ประสบพบกับมันด้วยตัวเองเสียแล้ว

1​4.  เราขอเป็นฝ่ายที่ได้โอกาสในชีวิต​ที่จะลุกขึ้นยืนและออกกำลังกาย  มากกว่า​จะเป็​นฝ่าย​นอนติดเตียง​และปล่อยให้เงินทองที่ตนเพียรทำมาหากิน​และสะสม​มาถูกโรงพยายาล​ดูดกลืน​ไปจนสิ้น

* ถ้าคุณ​ไม่รักษา​สุขภาพ​ของตัวเอง  คุณก็ต้องเอาเงินที่คุณอุตส่าห์​พยายาม​หามาได้ไปเลี้ยงดู​หมอในโรงพยาบาล

*  ถ้าคุณไม่ดูแล​สุขภาพ​ของคุณๆ  ก็ต้องเอาเงินของคุณยกไปให้กับโรงพยาบาล (เพื่อรักษาโรค​และประคอง​สุขภาพ​ที่ย่ำแย่ของคุณ)​

*  ถ้า คุณรักครอบครัว​คุณๆ   ต้องรู้จัก​รักตัวเอง   เพราะการรักและรักษาสุขภาพ​ตัวเองให้ดีเท่ากับเป็นแผนชีวิต​ระยะยาวที่ดีของคุณ

15.  ชีวิต​คนเรานั้นแสนสั้น  อย่ามัวเสียเวลา​หมกมุ่น​วุ่นวาย​อยู่​กับเรื่องเงิน​ๆ  ทอง​ๆ  ให้มากจนเกินไป เพราะ   :   -

*  เงินทองที่สูงท่วมท้น​เท่าภูเขา​เลากา  ก็ไม่อาจซื้อดวงอาทิตย์ไม่ให้ลาลับฟ้่าและตกดินไปได้แต่อย่างไร

* เงินทองมากมายก่ายกอง​ของคุณก็มิอาจเเลกให้เป็นสุข​ภาพ​ที่แข็​งแรงของคุณขึ้นมาได้ด้วย

*  เป็นตายฟ้ากำหนด, จนรวยสวรรค์ลิขิต​ (生死有命,富貴在天/เซิงสื่อโหย่วมิ่ง, ฝูกุ้ยไจ้เทียน/แซซี่อู่เมี่ย, ปูกุ่ยต่อเทียง)

*  พึงระลึก​ไว้ว่า 'ถ้าชีวิต​เราถูก​กำหนดไว้แล้วว่า จะต้องได้สิ่งใดหรือเป็นอะไร, เราก็จะได้จะเป็​นอย่างนั้นอย่างแน่นอน​; 

* ในทางกลับกัน หาก​ชีวิตคุณไม่ได้ถูกกำหนดว่าจะได้หรือจะเป็นอะไรแล้ว คุณก็อย่าไปฝืนและทะเยอทะยาน​ให้มีให้ได้มาเลย (เพราะจะป่วยการ)'​ (命裏有時終須有,命裏無時莫強求/มิ่งหลี่โหย่วสือจงซวีโหย่ว, มิ่งหลี่อู๋สือโม่เฉียงฉิว/เหมี่ยลี่อู่ซี้จงซูอู๋, เหมี่ยลี่บ๊อซี๊หมกเขี่ยงคิ้ว)

๐​  (ขอย้ำอีกครั้งว่า)​  ลูก​หลานของเราต่างมีบุญ​กรรมเป็นของตนเอง  เราเอง  (ที่แก่เฒ่าเหลาชราลงแล้ว)​ อย่าไปคอยทำตัวเป็นวัวเป็นควายไปคอยรับใช้ลูกหลาน (เพราะ​ความรักและห่วงใย​พวกเขา)​ อีกต่อไปเลย

๐​ ชีวิต​หนึ่งของคนเราสั้นนัก  ทัศนะที่พวกเราพึงมีคือ  :  -

*   ให้มองทุกอย่างด้วยจิตที่โปร่งเบา  ไม่ไปแบกรับและถือสาเอาธุระ​กับเรื่องต่างๆ  ให้มากนัก   ต้องปล่อยวาง  (看輕看淡/ขั้นชิงขั้นต้่าน/โทยคิงโทยต๋า)

*  ชื่อเสียง, เกียรติ​ยศและเงิน​ทอง​ เป็นเพียงปุยเมฆที่ผานผ่าน

* ความหรูหรา​ร่ำ​รวย​เปรียบดังงานเลี้ยงหรู (盛宴/เสิ้งเอี้ยน/เซ็งอั๋ง)​ ที่อยู่ได้แค่ครู่​แค่ยามเท่านั้น

*  ชั่วพริบตาเดียว​ ผมที่เคยดกดำก็กลับกลายเป็นผมขาวเสียแล้ว

๐​ จึงประมวลสรุปความได้ว่า  :  -

*   บรรดาเรื่องราวในชีวิตคนเรานี้  :  -​

* ล้วนเปรียบดังเมฆหมอก​บนท้องฟ้า

* ใยต้องมัวใส่ใจ, อารมณ์ค้างจิตค้างใจ? 

* มัวถือสาหาเหตุ​ผล (เพื่อเอาชนะ)​ อยู่ร่ำไปเพื่ออะไร​กัน? 

๐​ ขออนุญาต​แบ่งปัน​เคล็ดลับความสุข​ 10 ข้อด้วยกันแด่ท่านคือ  :   -​

1.  看開 (ขั้นไค/โทยคย)​หรือ มองให้ทะลุ

2.  想開 (เสี่ยงไค/เสี่ยคุย)​ หรือ ทำใจได้

3.  捨得 (เส่อเต๋อ/เซียติก)​   หรือ ไม่ยึดติด, ไม่ยึดมั่นถือมั่น

4.  放下 (ฝ้างเสี้ย/ปางเหีย)​  หรือ  วางลง/ไม่แบกให้เป็นภาระทางใจ

5.  退讓 (ถุ้ยย่าง/ทอหยาง)​   หรือ ยอมถอยหรือหลีกทางให้

6.  寬容 (ควานหยง/ควงย้ง)​  หรือ ให้อภัย

7.  理解  (หลีเจี่ย/หลีโก้ย)​ หรือ ใช้เหตุผลและ​ทำความเข้าใจ

8.  放棄   (ฝ้างชี่/ปางขี่)​หรือ ยอมสละทิ้งไป  
  
9.  甘心  (กันซิน/กำซิม)​หรือ ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น​ด้วยความเต็ม​ใจ

10.  善良 (ส้านเหลียง/เสี่ยงเลี้ยง)​  หรือ เป็นคนที่

วันอังคารที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2563

ปฏิบัติตนอย่างไร จะไร้โควิด - ๑๙

ในช่วงนี้มีการรณรงวค์แก้โรคไข้หวัดโคโรนา ด้วยการสวมแมส ล้างมือ กินร้อน ช้อนกลาง ห่างไกลชุมชนแออัด และหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีความเสี่ยงจากติดเชือโรคดังกล่าว

มีคนถามว่า ปฏิบัติตนอย่างไร ในยามวิกฤตการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโรคโคโรนาในครังนี้

ในการปฏิบัติตนดังกล่าว ยามเดินทางไปปฏิบัติงานก็จะสวมแมส ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยเจลล้างมือ ซึ่งจะมีการบริการให้ในบริเวณที่ทำงาน ทานอาหารที่ร้อน หรือทำมาเองจากบ้าน

นอกจากนี้ยังพยายามหลีกเลี่ยงการเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทาง หันมาใช้รถยนต์ส่วนตัวเดินทางมาปฏิบัติงาน เพื่อเป็นการลดความเสี่ยง

หลังจากกลับจากที่ทำงาน ก็จะรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดทำงาน และนำซักภายในวันนั่น เนื่องจากในการเดินทางอาจจะมีการสัมผัสกับบุคคลภายนอก อาจจะมีเชื้อติดอยู่ตามเสื้อผ้าที่สวมใส่ ซึ่งเชื้อโรคดังกล่าวจะอยู่ได้เป็นเวลานาน

ในการปฏิบัติงานที่บ้าน พยายามทำความสะอาดบ้าน เครื่องใช้ไม้สอย ห้องน้ำ ภาชนะให้สะอาด มีการขัดบานกระจก ล้างมุ้งลวด ซักผ้าปูที่นอน และนำผ้าห่มออกตากแดดเพื่อฆ่าเชื้อ

ส่วนการปฏิบัติตนก่อนนอนจะมีการสวดมนตร์ ไหว้พระ และสวดมนตร์บทพระปริตร ทุกวัน ส่วนช่วงเช้าหลังจากทำวัตรเช้าแล้ว ก็จะสวดบทอิติปิโส ๑๐๘ และสวดบทมหาสันติงคำหลวง ซึ่งมีอานิสงค์ในการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ควบคู่กัน

การสร้างภูมิคุ้มกันด้านอื่น ๆ ได้แก่ทานอาหารพยายามทานผักผลไม้ให้มาก มีการออกกำลังกายทั้งในร่มและกลางแจ้ง ได้แก่การเดิน การแกว่งแขน ถีบจักรยาน และเล่นฮูลาฮูปในบางวันยสลับกันไป

ในยามภาวะวิกฤตเช่นนี้ การตระหนัก การเตรียมตัว เตรียมใจไว้ก็เป็นวิธีการอย่างหนึ่งในการรับมือและป้องกันเชื้อโรคโคโรนาในครั้งนี้ครับ!!!

สงกรานต์ปีนี้

ปีนี้ถือว่าเป็นปีแรก ที่ทางราชการประกาศยกเลิกวันหยุดราชการ เนื่องในวันสงกรานต์วันที่ ๑๓ เมษายน ๒๕๖๓ สาเหตุจากการแพร่ระบาดของเชื้อโรคโคโรนา (โควิด - ๑๙) ซึ่งระบาดไปทั่วโลก สำหรับในวันนี้มีผู้ติดเชื้อประมาณ ๑.๙ ล้านคน และเสียชีวิตประมาณ ๑ แสนกว่าคน

สำหรับในประเทศ มีผู้ติดเชือประมาณ ๒,๕๐๐ กว่าคนแล้ว มีผู้เสียชีวิตจำนวน ๔๑ ศพ มีหลายจังหวัดที่ประกาศปิดเมือง ห้ามมิให้ประชาชนเข้า-ออกในตัวจังหวัด ส่วนระดับประเทศ นายกรัฐมนตรีได้ประการศภาวะฉุกเฉิน และประกาศเคอร์ฟิวทั่วประเทศ ห้ามไม่ให้บุคคลออกจากบ้านพักตั้งแต่เวลา ๒๒.๐๐ นาฬิกา ถึงเวลา ๐๔.๐๐ นาฬิกา

ผลกระทบจากการประกาศภาวะฉุกเฉิน และเคอร์ฟิวดั่งกล่าว ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ร้านค้า ห้างสรรพสินค้า ปิดดำเนินการ คนที่หาเช้ากินค่ำ คนขับรถแท็กซี่ ต่างก็ได้รับผลกระทบ ซึ่งทางรัฐบาลได้มีมาตรการเยียวยาให้กับผู้ได้รับผลกระทบดังกล่าว

นอกจากทางรัฐบาลยังประกาศปิดโรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย และสถานศึกษาอื่น ๆอีกด้วย และมีการเลื่อนเวลาการเปิดภาคเรียนไปเปิดในวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๓ แทน

ในส่วนของข้าราชการก็เช่นกัน เพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของเชื่้อโรค มีการนำมาตรการเหลื่อมเวลา และการปฏิบัติงานจากบ้านพักมาปฏิบัติโดยมีการแยกกลุ่มมาปฏิบัติงานแต่ละวัน หมุนเวียนกันไป

ตามจังหวัดต่าง ๆ บางจังหวัดก็ใช้มาตราการปิดเมือง มีการคัดกรองอย่างเข้มข้น หากมีบุคคลเดินทางเข้าพื้นที่ มาจากพื้นที่เสี่ยง เช่น กรุงเทพมหานคร ก็จะมีการกักตัวเป็นเวลา ๑๔ วัน

สถานที่กักตัว แต่ละจังหวัดก็จะมีการจัดสถานที่ไว้รองรับ บางแห่งใช้โรงแรม ค่ายทหาร หรือโรงเรียนไว้รองรับกลุ่มบุคคลดัีงกล่าว

กรณีมีบุคคลเดินทางมาจากต่างประเทศ ทางรัฐบาลได้จัดสถานที่กักตัวไว้ที่กองทัพเรือสัตหีบ โรงเรียนการบินกำแพงแสน โรงแรมหลายแห่งในกรุงเทพฯ

คนไทยที่จะเดินทางกลับมาจากต่างประเทศมีจำนวนมาก เท่าที่ทราบเดินทางมาจากอู่ฮั่น อีตาลี ประเทศมาเลเชีย อินโดนืเชีย ฟิลิปปิ่น อินเดีย และอกหลายประเทศ

จะเห็นได้ว่าผลกระทบจากวิกฤตการณ์โรคโคโรนา ครั้งนี้ส่งผลกระทบไปทั่วโลกมีประเทศที่ติดเชื้อแล้วนจำนวน ๒๑๓ ประเทศ

เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ไทยปีนี้ จึงไม่มีการลดน้ำดำหัวผู้บริหารแต่อย่างใด มีการเชิญชวนรดน้ำผู้ใหญ่ผ่านมือถือแทน

การตระหนักและระมัดวังในการป้องกันตัว จึงเป็นที่เรื่องที่ทุกคนควรจะตระหนัก เพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดในครั้งนี้ ด้วย "การอยู่บ้านพัก หยุดเชื้อ เพื่อชาติ " ครับ



วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2563

ป้องกันโควิด -19 กันอย่างไร

ในช่วงนี้ มีการเผยแพร่วิธีป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคโคโรนา หรือโควิด-19 กันมากมายหลายวิธี นอกจากจะมีการสวมหน้ากาก กินร้อน ช้อนกู ล้างมือบ่อย ๆ แล้ว ยังมีการนำบทเรียนจากประเทศต่าง ๆ และบุคคลที่มีประสบการณ์มาเผยแพร่อีกด้วย

พวกเราในฐานะอยู่ในกลุ่มเสี่ยง การค้นคว้า ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับวิธีการป้องกันดังกล่าว นับว่าเป็นเรื่องจำเป็น จะเชื่อหรือไม่ ก็ควรใชิวิจารณญาณของแต่ละคน ได้ไตร่ตรองและพิจารณากัน

นอกจากนี้ ทางมหาเถรสมาคม ก็มีการจัดทำพิธีสวดบทรัตนสูตร และกำหนดให้ทุกวัด หลังจากทำวัตรเช้า - เย็น ให้สวดพระปริตรบทรัตนสูตา เพื่อเป็นการขับไล่อุปัทวภัยและโรคร้ายต่าง ๆ ให้ละลายหายจากโลกนี้ไป

เท่าที่สดับตรับฟังมา ยังไม่มีการกล่าวถึงการสวดมนต์อีกบทหนึ่ง ที่น่าจะเป็นบทสำคัญในการสวดขับไล่โรคภัยไข้เจ็บดังกล่าวให้มะมลายหายไป ได้แก่บท "บทคาถาอุปปาตะสันติงคำหลวง " และ บท "จุลลชัยน้อย" ที่พระป่าสายหลวงปู่มั่นฯ นิยมสวดกันแถบอีสานเหนือ

สำหรับบทมหาสันติงคำหลวงมีอานิสงค์ในการสวด (จาก..wikipedia.org ) ดังนี้

...พระธรรมคุณาภรณ์ ผู้ชำระคัมภีร์พระคาถานี้เป็นภาษาบาลีอักษรไทยเมื่อปี พ.ศ. 2500 กล่าวถึงอานิสงส์ของการสวดสาธยายพระคาถาอุปปาตะสันติ ไว้ว่าจะช่วยเทำให้สังคมร่มเย็นเป็นสุข ดังที่กล่าวถึงในคัมภีร์อุปปาตะสันติ ที่สำคัญ 3 ประการคือ
  1. สันติหรือมหาสันติ ความสงบความราบรื่นความเยือกเย็นความไม่มีคลื่น
  2. โสตถิ ความสวัสดีความปลอดภัยความเป็นอยู่เรียบร้อยหรือตู้นิรภัย
  3. อาโรคยะ ความไม่มีสิ่งเป็นเชื้อโรคความไม่มีโรคหรือความมีสุขภาพสมบูรณ์
คัมภีร์อุปปาตะสันติมีข้อความขอความช่วยเหลือ โดยขอให้พระรัตนตรัยและบุคคลพร้อมทั้งสิ่งทรงอิทธิพลในจักรวาลรวม ๑๓ ประเภท ดังที่กล่าวมาแล้ว ช่วยสร้างสันติหรือมหาสันติ ช่วยสร้างโสตถิ และอาโรคยะ ช่วยปรุงแต่งสันติและอาโรคยะ ขอให้ช่วยรวมสันติ รวมโสตถิและรวมอาโรคยะ และขอให้ช่วยเป็นเกราะคุ้มครอง และกำจัดเหตุร้ายอันตรายหรือสิ่งกระทบกระเทือนต่างๆ อย่าให้เกิดมีในตน ในครอบครัว ในหมู่คณะ หรือในวงงานของตน และในวงงานของคนอื่นทั่วไป ซึ่งอานิสงส์การสวดและการฟังอุปปาตะสันติ ดังที่ปรากฏในท้ายคัมภีร์ ยังมีดังต่อไปนี้อีกว่า
  1. ผู้สวดหรือผู้ฟังอุปปาตะสันติ ย่อมชนะเหตุร้ายทั้งปวงได้ และมีวุฒิภาวะคือ ความเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ และปฏิภาณ
  2. ผู้สวดหรือผู้ฟังอุปปาตะสันติย่อมได้ประโยชน์ที่ตนต้องการ คือผู้ประสงค์ความปลอดภัยย่อมได้ความปลอดภัย คนอยากสบายย่อมได้ความสุข คนอยากมีอายุยืนย่อมได้อายุยืน คนอยากมีลูกย่อมได้ลูกสมประสงค์ผู้สวดหรือผู้ฟังอุปปาตะสันติ ย่อมไม่มีโรคลมเป็นต้นมาเบียดเบียน ไม่มีอกาละมรณะคือตายก่อนอายุขัย ทุนนิมิตรคือลางร้ายต่างๆมลายหายไป ผู้สวดหรือผู้ฟังอุปปาตะสันติเมื่อเข้าสนามรบย่อมชนะข้าศึกและแคล้วคลาดจากอาวุธทั้งปวง
นอกจากนี้ ยังมีการระบุถึง เดช ของการสวดสาธยายพระคาถาอุปปาตะสันติเป็นประจำไว้ว่า
  1. อุปปาตะคือเหตุร้ายหรือสิ่งกระทบกระเทือน อันเกิดจากแผ่นดินไหวเป็นต้น ย่อมพินาศไป (ปะถะพะยาปาทิสัญชาตา)
  2. อุปปาตะ คือ คือเหตุร้ายหรือสิ่งกระทบกระเทือน อันเกิดจากลูกไฟที่ตกจากอากาศหรือสะเก็ดดาว ย่อมพินาศไป (อุปปาตะจันตะลิกขะชา)
  3. อุปปาตะ คือ คือเหตุร้ายหรือสิ่งกระทบกระเทือน อันเกิดจากการเกิดจันทรุปราคาหรือสุริยุปราคา เป็นต้น ย่อมพินาศไป (อินทาทิชะนิตุปปาตา)[10]

   ส่วนคาถาอีกบทหนึ่งได้แก่ จุลละชัยคาถา มีความเป็นมา ดังนี้ (จาก..wikipedia.org)
จุลชัยยะมงคลคาถา เป็นคาถาในหมวดเดียวกับพระคาถามหาชัยยะมงคลคาถา หรือ ไชยใหญ่ และพระคาถาไชยหลวง ซึ่งนิยมใช้สวดสาธยายกันในงานมงคลในแถบแว่นแคว้น 2 ฝั่งแม่น้ำโขง การแพร่หลายของพระคาถานี้ปรากฏโดยทั่วไปในแถบภาคอีสานของไทย และภาคกลางจนถึงภาคเหนือของลาว จากการสำรวจโดยหอสมุดดิจิตอลหนังสือใบลานลาว พบคัมภีร์ใบลานเกี่ยวกับบทสวดไชยน้อย ไชยใหญ่ หรือไชยหลวงจำนวนหนึ่ง ทั้งในเมืองหลวงพระบาง นครหลวงเวียงจันทน์ แขวงคำม่วนทางภาคกลาง และในแขวงไชยบุรี ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งมีพื้นที่ประชิดกับภาคเหนือของไทย [1]
ทฤษฎีเกี่ยวกับที่มาของจุลชัยยะมงคลคาถา มีอยู่หลายทฤษฎี ข้อมูลที่แพร่หลายที่สุดในประเทศไทย คือการระบุว่า พระมหาปาสมันตเถระ พระเถระแห่งอาณาจักรกัมพูชาโบราณ ผู้อุปการะพระเจ้าฟ้างุ้ม มหาราชแห่งอาณาจักรล้านช้าง และพระเถรผู้อัญเชิญพระบางและพระไตรปิฎกมายังแผ่นดินลาว คือผู้รจนาพระคาถานี้ ซึ่งหากทฤษฎีนี้เป็นความจริง พระคาถานี้น่าจะรจนาขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 ในช่วงก่อนหรือหลังจากที่พระเถระเดินทางจากกัมพูชามาประกาศพระศาสนาในอาณาจักรล้านช้างในปีพ.ศ. 1902
ทั้งนี้ ผู้แต่งจุลไชยปกรณ์ หรือตำนานพระคาถาจุลชัยยะมงคลคาถา ตามทัศนะของ พระอาจารย์สมภพ โชติปัญโญ แห่งวัด วัดไตรสิกขาทลามลตาราม บ้านฝาง ต.บ้านแพด อ.คำตากล้า จ.สกลนคร คือพระมหาเทพหลวง แห่งนครหลวงพระบาง โดยนำความจากคัมภีร์สมันตปาสาทิกา โดยรจนาเป็นภาษาบาลีผสมกับภาษาพื้นเมือง แต่ไม่ปรากฏว่าระบุถึงปีที่รจนาแต่อย่างใด [2]
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการในประเทศลาวบางรายระบุว่า จุลชัยยะมงคลคาถา เป็นผลงานของเจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก หรือ "ญาคูขี้หอม" โดยท่านมีช่วงชีวิตในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 22 โดยฝ่ายลาวเรียกพระคาถานี้ว่า "จุลละไชยยะสิทธิมงคลคาถา" หรือ "จุลละไซยะสิททิมุงคุนค
พุทธศาสนิกชนในแถบลุ่มน้ำโขง นิยมสวดพระคาถานี้ โดยเชื่อว่าจะยังให้เกิดความเป็นสวัสดิมงคล ขับไล่สิ่งชั่วร้ายให้พ้นไป โดยกล่าวกันว่า แม้แต่หลวงปู่ชอบ ฐานสโม พระอริยเจ้าแห่งจังหวัดเลย แนะนำให้สาธุชนได้สวดสาธยาย โดยเฉพาะในงานมงคลพิธี ท่านกล่าวไว้ว่า "ถ้ามีศึกสงครามหรือมีความยุ่งยากในบ้านเมือง หรือแม้แต่ในครอบครัว ให้สาธยายมนต์บทนี้เป็นประจำจะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ได้"
ดังนั้น ในภาวะปัจจุบัน ที่มีสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโรคไข้หวัดโคโรนา หรือ โควิด -19 ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง หรือบุคคลทั่วไป ควรจะสวดบทพระปริตร รัตนสูตร มหาอุปปาตะสันติงคำหลวง และ จุลละชัยคาถา ด้วยก็จะทำให้มีความมั่นใจ และเชื่อมั่นว่าโรคร้ายดังกล่าวจะได้มะมลายหายไปจากโลกนี้โดยพลัน สาธุๆ ครับ 

วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2563

การสวดบทรัตนสูตร

ในวันนี้วันที่ 25 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกกระทรวงสาธารณสุข แถลงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ว่า ตอนนี้พบผู้ป่วย 417,693 ราย เสียชีวิต 18,605 ราย รักษาหาย 108,312 ราย สำหรับประเทศไทยผู้ติดเชื้อเพิ่ม 107 ราย รวมผู้ติดเชื้อทั้งหมด 934 ราย ผู้ป่วยหนัก 4 ราย ผู้ป่วยที่รักษาอยู่ที่โรงพยาบาล 860 ราย เสียชีวิต 4 ราย รักษาหายเพิ่ม 13 ราย รวมรักษาหายเเล้ว 70 ราย โดย 107 ราย เเบ่งเป็น 3 กลุ่มดังนี้
     กลุ่มที่ 1 ผู้ป่วยที่มีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วย หรือเกี่ยวข้องกับสถานที่ที่พบผู้ป่วยก่อนหน้านี้ จำนวน 27 ราย ได้แก่ กลุ่มสนามมวย 4 ราย, กลุ่มสถานบันเทิง 5 ราย,กลุ่มผู้สัมผัสกับผู้ป่วยที่มีรายงานมาแล้ว 14 ราย และกลุ่มที่ร่วมพิธีทางศาสนาที่ประเทศมาเลเซีย 4 ราย
        กลุ่มที่ 2 ผู้ป่วยรายใหม่ จำนวน 13 ราย ได้แก่ กลุ่มผู้เดินทางจากต่างประเทศ/ชาวต่างชาติ 6 ราย,กลุ่มผู้ทำงานหรืออาศัยในสถานที่แออัดต้องใกล้ชิดคนจำนวนมาก หรือเกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ 5 ราย และบุคลากรทางการแพทย์ 2 ราย 
      เพื่อเป็นการป้องกันและขจัดปัดเป่าการแพร่ระบาดของเชื้อโรคดังกล่าว จึงเชิญชวนให้สวดพระปริตรโดยเฉพาะบทรัตนสูตร ซึ่งมีอานุภาพตามที่ท่านพระอาจารย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ได้กล่าวว่า

“การสาธยายพุทธมนต์ ใครสวดก็ตาม จะเป็นกิจวัตรพระสงฆ์ เช้า- เย็น หรือชาวพุทธทุกคน สวดพุทธคุณระลึกในใจ มีอานุภาพแผ่ไปได้ หมื่นจักรวาล พูดออกเสียงพอฟังได้ มีอานุภาพแผ่ไปได้ แสนจักรวาล

สวดมนต์เช้า-เย็นธรรมดา มีอานุภาพแผ่ไปได้ แสนโกฏิจักรวาล สวดเต็มเสียงสุดกู่ มีอานุภาพแผ่ไปได้ อนันตจักรวาล แม้สัตว์ที่อาศัย อยู่ในภพที่สุด อเวจีมหานรก ยังได้รับความสุข เมื่อเวลาแว่วเสียงพุทธมนต์ ผ่านเข้าถึงชั่วขณะหนึ่งครู่หนึ่ง (ชั่วช้างพับหู งูแลบลิ้น) ดีกว่าหาสุขไม่ได้ ตลอดกาลเนืองนี้ นี่คืออานิสงส์ของพุทธมนต์”

พุทธานุภาพ แห่งพระพุทธมนต์

คำว่า “ พระพุทธมนต์ ” หมายถึง พระพุทธพจน์ อันเป็นพระธรรมคำสั่งสอน ของพระสัมมาสัมพระพุทธเจ้า ที่มีปรากฏ ในพระไตรปิฎกบ้าง เป็นคำที่แต่งขึ้นมา ภายหลังบ้าง โดยถือกันว่า พระพุทธมนต์ เป็นคำศักดิ์สิทธิ์ สามารถปัดป้อง อันตรายต่างๆ ได้ จึงเรียกอีกอย่างว่า “ พระปริตร ” คำว่า “ ปริตร ” มีความหมายว่า คุ้มครองรักษา หรือเครื่องคุ้มครองป้องกัน ซึ่งบทพระพุทธมนต์ ที่นิยมว่าศักดิ์สิทธิ์ เท่าที่ปรากฏรวบรวมไว้มี ๗ บท จึงเรียกว่าเจ็ดตำนาน

เจ็ดตำนานหรือพระปริตร ซึ่งหมายถึง มนต์อันเป็นเครื่องป้องกัน ภยันตรายต่าง ๆ มีอยู่ด้วยกัน ๗ พระสูตรคือ

๑. มงคลสูตร ว่าด้วยเหตุที่จะทำให้เกิดสิริมงคล หรือมงคล ๓๘ ประการ ที่สวดว่า “อะเสวะนา จะ พาลานังฯ”

๒. รัตนสูตร ว่าด้วยรัตนทั้ง ๓ คือพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ สวดเพื่อขจัดภัยพิบัติ ทั้ง ๓ ประการ อันเกิดจากโรคภัย,อนุสสภัย,และเศรษฐกิจเสียหายให้หมดไป ที่สวดว่า “ยังกิญจิ วิตตัง อิธะ วา หุรัง วา ฯ”

ในพระสุตตันตปิฎก​ หมวดขุทกนิกายขุททกปาฐ​ะ บันทึกรัตนสูตรว่า​ ครั้งหนึ่ง เมืองไพสาลีเกิดทุพภิกภัย ฝนแล้งข้าวยากหมากแพง ผู้คนล้มตาย เพราะความอดอยาก ประชาชน ก็ไปร้อง ต่อพระเจ้าแผ่นดิน พระองค์ก็ทรงอนุญาต ให้ประชาชนตรวจสอบพระองค์ว่า ผิดธรรมข้อใดหรือเปล่า จึงเกิดเหตุเช่นนี้ ก็ปรากฏว่า ไม่ผิดธรรมข้อใด จึงพากันไป อาราธนาพระพุทธเจ้า มาเมืองไพสาลี

เมื่อพระพุทธองค์เสด็จมาถึง ก็ปรากฏว่ามีฝนตกมาห่าใหญ่ ครั้นนั้น พระพุทธองค์ ได้ตรัสเรียกพระอานนท์ ให้มาเรียน รัตนสูตร อันมีเนื้อความ สรรเสริญแก้ววิเศษ ๓ ประการ ที่ไม่มีแก้วอื่นใดเสมอเหมือน คือ พุทธรัตนะ ธัมมรัตนะ และสังฆรัตนะ และทำให้ผู้สวด ผู้ฟัง ผู้บูชา และผู้ระลึกถึง ประสบแต่ความสวัสดี ซึ่งเมื่อพระอานนท์ เรียนจากพระพุทธองค์ ก็นำบาตรน้ำมนต์ ของพระพุทธเจ้า ไปประพรมทั่วนครไพสาลี เมื่อน้ำพระพุทธมนต์ ไปถูกพวกปีศาจ ๆ ก็หนีไป ไปถูกมนุษย์ที่เจ็บป่วย โรคเหล่านั้นก็หายสิ้น แต่นั้นมาชาวเมือง ก็มีความสงบสุขตลอดมา

ในประเทศไทยของเรา สมัยรัชกาลที่ ๒ ก็ได้ใช้บทสวดนี้ เพื่อทำพิธี “อาพาธพินาศ” ในบทขัดตำนาน ยังถือว่า รัตนสูตร สามารถป้องกันภัย อันเกิดจาก ผู้ปกครองที่ไม่เที่ยงธรรม,ภัยจากโจรผู้ร้าย,ภัยธรรมชาติ,ภัยจากคนชั่วคนพาล

ท่านพระอาจารย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ก็เคยรับนินมนต์ ไปสวดรัตนสูตร ขณะที่ท่านพำนัก จำพรรษา อยู่วัดป่าบ้านหนองผือ สกลนคร ช่วงปีพ.ศ. ๒๔๘๘ – ๒๔๙๒ ขณะนั้น ได้เกิดโรคระบาดขึ้น มีคนตายไม่เว้นแต่ละวัน หลวงปู่มั่นได้พาพระสงฆ์ไปสวดรัตนสูตร จนทำให้เหตุการณ์เป็นปกติ ชาวบ้านหายจาการเจ็บป่วยล้มตาย

เมื่อสวดรัตนสูตรจบแล้ว ท่านได้เทศน์สั่งสอนว่า “ เป็นเพราะไม่มีที่พึ่งทางใจ หรือไม่รู้ที่พึ่งอันเกษมอันอุดม จึงกลัวการตาย แต่ไม่กลัวการเกิด เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงคว้าโน้นคว้านี้เป็นที่พึ่ง บางคนกลัวตายแล้ว ไปไขว่คว้าเอาสิ่งอื่น มาเป็นที่พึ่งที่เคารพนับถือ ด้วยความงมงาย มีการอ้อนวอน วิงวอนขอ โดยวิธีบนบานศาลกล่าว จากเถื่อนถ้ำและภูผา ต้นไม้ใหญ่ ศาลพระภูมิเจ้าที่ เจ้าทางต่าง ๆ ที่ตนเองเข้าใจว่า เป็นที่สถิตอยู่ ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย อันอาจดลบันดาลให้ชีวิตตน พ้นจากอันตราย และความทุกข์ได้ จึงหลงพากันเซ่นสรวง ด้วยเครื่องสังเวยต่าง ๆ ที่เข้าใจว่า เจ้าของสถานที่เหล่านั้น จะพอใจ หรือชอบใจ นอกจากนั้น ยังมีการทรงเจ้าเข้าผี สะเดาะเคราะห์สะเดาะนาม สืบชะตาราศี ตัดกรรมตัดเวร ด้วยวิธีต่าง ๆ เหล่านี้

ที่พึ่งอันอุดมมั่นคงนั้น คือให้ภาวนา น้อมรำลึกนึกเอา พระคุณอันวิเศษของพระพุทธเจ้า พร้อมพระธรรมและพระอริยสงฆ์ มาเป็นที่ยึดเหนี่ยว ทางด้านจิตใจ จึงจะเป็นการถูกต้อง สมกับที่พวกเรา เป็นผู้รับนับถือ เอาพระรัตนตรัย มาเป็นที่พึ่ง ประจำกายใจของตน และอีกอย่าง ให้ประพฤติปฏิบัติ ตามหลักของอุบาสก อุบาสิกา มีการให้ทาน รักษาศีล และเจริญเมตตาภาวนา....”

๓. กรณียเมตตสูตร ว่าด้วยการเจริญเมตตา ไปไหนมาไหนให้คน เทวดารักใคร่เมตตา ๔. ขันธปริตร ว่าด้วยพระพุทธมนต์ สำหรับป้องกันสัตว์ร้าย พวกอสรพิษ ๕. ธชัคคสูตร ว่าด้วยการเคารพธง และการรำลึกถึงคุณพระรัตนตรัย ทำให้หายหวาดกลัว ๖. อาฏานาฏิยปริตร ว่าด้วยพระพุทธมนต์ ที่สามารถ ป้องกันอุปัทวันตรายทั้งปวง ๗. อังคุลิมาลปริตร ว่าด้วยมนต์ ขององคุลีมาล ใช้ในงานมงคล หรือทำให้คลอดลูกง่าย

ท่านพระอาจารย์หลวงปู่มั่น เคยกล่าวว่า “การสาธยายพุทธมนต์ ใครสวดก็ตาม จะเป็นกิจวัตรพระสงฆ์ เช้า- เย็น หรือชาวพุทธทุกคน สวดพุทธคุณระลึกในใจ มีอานุภาพแผ่ไปได้ หมื่นจักรวาล พูดออกเสียงพอฟังได้ มีอานุภาพแผ่ไปได้ แสนจักรวาล สวดมนต์เช้า-เย็นธรรมดา มีอานุภาพแผ่ไปได้ แสนโกฏิจักรวาล สวดเต็มเสียงสุดกู่ มีอานุภาพแผ่ไปได้ อนันตจักรวาล แม้สัตว์ที่อาศัย อยู่ในภาพที่สุด อเวจีมหานรก ยังได้รับความสุข เมื่อเวลาแว่วเสียงพุทธมนต์ ผ่านเข้าถึงชั่วขณะหนึ่งครู่หนึ่ง (ชั่วช้างพับหู งูแลบลิ้น) ดีกว่าหาสุขไม่ได้ ตลอดกาลเนืองนี้ นี่คืออานิสงส์ของพุทธมนต์”

ห้วงเวลานี้ ที่ไวรัสโควิด 19 กำลังระบาด ต้องใช้ชีวิต อย่างมีสติตลอดเวลา ด้วยการทำสมาธิสม่ำเสมอ เพื่อเป็นภูมิป้องกันทางใจ ส่วนภูมิคุ้มกันทางกาย หลีกเลี่ยงการสัมผัสมือ กับบุคคลอื่น ก่อนหยิบอะไรทาน ให้ล้างมือด้วยสบู่ หากไม่มีน้ำ ให้ใช้เจล แอลกอล์ฮอล้างมือ ไม่ใช้มือจับใบหน้า ขยี่ตา หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้คนเป็นหวัด เป็นการดูแลตัวเองเบื้องต้น ช่วยกันระวังป้องกัน ดีที่สุด สาธุครับ.

ธัมม์นิยม...
๑๖​ มีนาคม​ ๖๓

มอบทุนการศึกษา

เมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๖๓ พระมหาใจ เขมจิตโต ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม เป็นประธานมอบทุนการศึกษาให้กับพระภิกษุสามเณร ที่พำนักอยู่ที่คณะ ๑๔ วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร ณ ศาลาปฏิบัติธรรม คณะ ๑๔







การมอบทุนการศึกษาดังกล่าว ได้ดำเนินการมาเป็นเวลากว่า ๗ ปีแล้ว โดยจะมอบทุนให้ในคราวเดียวกันกับการทำบุญประเพณีประจำปี  "งานบุญผาเหวตเทศมหาชาติ " ของชมรมชาวอีสานล้านช้าง ในส่วนการมอบทุนการศึกษาให้กับพระภิกษู และสามเณร ในปีนี้ มีผู้บริจาคให้ทุนการศึกษาแก่พระภิกษุสามเณร รวมเป็นเงินจำนวน ๗๒,๐๐๐ บาท

สำหรับปีนี้ คณะทำงานฯได้มีมติเลื่อนการจัดงานออกไป เนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อโรคไข้หวัดโคโรนา (โควิด - ๑๙) มีการแพร่ระบาดทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นการเฝ้าระวัง ควบคุม และหยุดการแพร่ระบาด และเป็นไปตามมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของรัฐบาล

นอกจากนี้ คณะญาติโยมยังได้ร่วมกันบริจาคทุนการศึกษาและทำบุญถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ มีการออกร้านก๋วยตี่ยว ผัดไทย และโรตี ที่ได้สั่งจองมาในงานบุญผาเหวตด้วย









นอกจากนี้ คณะสงฆ์ยังได้สวดพระปริตร บทรัตนสูตร เพื่อเป็นการขจัดปัดเป่าและป้องกันโรคจากการแพร่ระบาดของเชื้อโรคไข้หวัดโคโรนา (โควิด - ๑๙ )และปะพรมน้ำพระพุทธมนตร์ให้กับผู้ที่มาร่วมงานในครั้งนี้ด้วย

และขออนุโมทนาบุญกับทุกท่าน สาธุ ๆ ครับ