วันพุธที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

สุข อยู่กับ ทุกข์

การดำรงชีวิตในปัจจุบัน จะมีปัญหามากมายเข้ามากระทบกับการดำรงชีวิต ทำให้จิตเกิดความหวั่นไหว หากเป็นอารมณ์ที่เาชอบ ก็จะก่อให้เกิดความสุขกับชีวิตเรา แต่ถ้าสิ่งที่มากระทบเป็นเรื่องที่เราไม่ชอบ ก็จะกลับกลายเป็นว่า ชีวิตเกิดความทุกข์ขึ้นมา

การทีชีวิตเราจมอยู่กับอารมณ์ที่ก่อให้เกิดความทุกข์ ส่งผลให้จิตใจเกิดความเศร้าหมอง มีอาการเครียด ปวดหัว มึนงง ทำให้เกิดอาการเบื่ออาหาร ทานอาหารไป หากมีอาการเครียดอยู่ กลับมีอาการท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย สุดท้ายอาจจะกลายเป็นโรคกระเพาะไปอีก

ความเครียด หากเราพิจาณาดูดี ๆ แล้ว ก็จะเกิดจากอารมณ์ที่เราไม่ต้องการนั่นเอง ทำให้เกิดอาการวิตกกังวลต่าง ๆ ขึ้นมา เพื่อสะสมเข้ามาก ๆ ก็จะกลายเป็นความเกลียด ความโมโห ติดตามด้วยความอาฆาตมาดร้าย เคียดแค้นชิงชังต่อมา เพราะเครียดก็จะมีการพัฒนาตนเองเช่นกัน

คนที่ปล่อยให้ความเครียดมาเยี่ยมเยือนอยู่บ่อย ๆ ย่อมมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวันในที่สุด เสียเวลา เสียงาน เสียสุขภาพจิต ไปเพราะความเครียดดังกล่าว

การดำรงชีวิตก็เช่นกัน ต้องมีเทคนิคหรือศิลปในการดำรงชีวิตเช่นกัน ในแต่ละวันต้องพบกับปัญหามากระทบมากมาย หากเราปล่อยให้จิตใจเกิดความหวั่นไหว หรือกระเพือมไปกับสิงที่มากระทบต่าง ๆ ย่อมทำให้จิตใจได้รับความบอบซ้ำ เกิดแผล มากมาย การสั่งสมพลังใจจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่เาจะต้องหันมาพิจารณาหาทางช่วยเหลือจิตใจของเราเองว่า...จะทำอย่างไร ไม่ให้จิตใจของเรามีความั่นคง ไม่หวั่นไหว ต่อสิ่งต่าง ๆ ที่มากระทบ..

ช่วงเช้าในขณะที่เดินทางมาทำงาน ความคิดแว้บขึ้นมาว่า...ทำไมเราไม่ทำตัวให้มีความสุขอยู่กับความทุกข์เสียเลย...จะสุชหรือทุกข์ ก็ไม่ต่างกัน เพราะเราจะมีความสุขกับทุกข์ได้ตลอด..

ปัญหามีว่า..เราจะทำอย่างไร เราจึงจะสามารถ..มีความสุขอยู่กับความทุกข์ได้...

การฝึกหัดบ่อย ๆ จนจิตใจเกิดความเคยชินเท่านั่น จะทำให้เรา..มีความสุขอยู่กับความทุกข์ได้..โดยฝึกมองทุกสิ่งทุกอย่างล้วนก่อให้เกิดความสุขกับเราได้ ไม่ทุกข์นันจะเล็ก หรือ ใหญ่ ล้วนแต่จะให้คุณประโยชน์แก่กับเรา

การที่มีคนมาด่า นินทา เรา ก็จะสท้องให้เราเห็นข้อบกพร่องของเรา การที่คนมาสรรเสริญเยินยอเรา ก็จะทำให้เรามาพิจารณาว่า เราเป็นดั่งที่เขาสรรเสริญหรือไม่

การรักษใจของเรา ให้มีความสงบ จึงเป็นหน้าที่ของเราทุกคน จะสุข หรือทุกข์ อยู่ที่การเข้าไปยอมรับของจิตใจเราเอง ที่เราทุกข์ เพราะใจเรายอมรับว่าเป็นทุกข์เอง หากเราไม่อมรับเสียอย่าง เราจะทุกข์หรือไม่
ความสุข กับ ความทุกข์ จึงอยูที่เราจะยอมรับหรือไม่!!!!

วันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

อัศจรรย์ชีวิต : (๒๐) ไปอินเดีย

เมื่อหลายปีที่ผ่านมา ได้มีโอกาสเดินทางไปแสวงบุญและบวชที่ประเทศอินเดีย เป็นเวลา ๑๕ วัน ตามโครงการของสำนักงานฯร่วมกับ สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ

ในช่วงที่เดินทางไปทัศนศึกษาดูงานตามสังเวชนียสถานต่าง ๆ ได้มีการแนะนำตัวและสาเหตุที่ต้องเดินทางมาร่วมโครงการดังกล่าวของแต่ละท่าน






มีผู้บริหารท่านหนึ่งได้พูดความในใจว่า..

เมื่อประมาณ ๓๐ ปีที่แล้ว ได้มีหมอดูทำนายท่านไว้ว่า จะมีโอกาสเดินทางไปบวชที่ประเทศ อินเดีย และจะบวชเมื่ออายุ ๖๐ ปี เพราะชาติที่แล้วเคยเกิดที่ประเทศอินเดียมาก่อน

ท่านบอกว่า คำนายดังกล่าว ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะมองดลู่ทางแล้ว โอกาสที่จะได้เดินทางไปบวชอินเดียนั่น แทบไม่มีเลย และเป็นไปไม่ได้  เพราะท่านไม่รู้จักใครเลย ที่พอจะนำท่านไปบวชที่อินเดียได้ และท่านก็ไม่เชื่อตลอดมา

จนล่วงเลยมานานกว่า ๓๐ ปี จนถึงวันนี้ คำทำนายดังกล่าว กลายเป็นความจริง เพราะปีนี้ท่านก็มีอายุย่างเข้า ๖๐ ปีพอดี และได้เดินทางมาบวชที่ประเทศอินเดีย ดั่งที่หมอดูทำนายไว้




เรื่องนี้ แม้จะเป็นการทำนายของหมอดูก็ตาม แต่ก็เป็นเรื่องเหลือเชื่อ ที่การทำนายดังกล่าว ได้บอกล่วงหน้ามากว่า ๓๐ ปี จึงกลายเป็นความจริงดังคำนายดังกล่าว

ส่วนผู้เขียนเอง เคยตั้งใจไว้ว่า..หากมีโอกาส ขอให้ได้เดินทางไปบวชที่อินเดียสักครั้งในชีวิต.. แต่ตั้งความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ไว้เช่นนั่นเอง ไม่คาดคิดว่าจะได้ไปดังที่ฝันไว้







แต่ความฝันดังกล่าว ก็กลายเป็นความจริง อาจจะเป็นเพราะชาติที่แล้ว เคยเกิดที่ประเทศอินเดียมาก่อน มาชาตินี้ จึงมีบุญสัมพันธ์ และได้มีโอกาสมาบวชที่ประเทศอินเดียวในครั้งนี้





ถือว่าเป็นเรื่องอิัศจรรย์ของชีวิตเรื่องหนึ่ง ที่ควรบันทึกไว้ เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้รับทราบไว้



วันอังคารที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2562

ความสงบ

มีพระคุณเจ้าท่านหนึ่งได้กล่าวว่า...มีพระอาจารย์ขอท่านแนะนำให้ นำลูกประคำมาบริกรรมคำว่า "พุทโธ" ไปเรื่อย ๆ ทุกวัน วันละหลายพันครั้ง ทำเป็นประจำ จะทำให้จิตใจเยือกเย็นขึ้นและมีความสุข...

พระอาจารย์หลวงพ่อวิริยัง(พระพรหมมงคลญาณ ) ท่านกล่าวว่า... การฝึกสมาธิ คือการสร้างพลังจิต เมื่อทำเป็นประจำก็จะทำให้จิตมีความเข็มแข็งมีพลัง จะทำให้จิตใจมีพลัง มีความเยือกเย็น...

การฝึกสมาธิ จะต้องทำให้ถูกต้องตามเวลา สถานที่ และทำเป็นประจำ เปรียบเหมือนกับเรารับประทานอาหาร จะต้องทานเป็นเวลา เป็นประจำ ก็จะทำให้ร่างกายเราแข็งแรง มีความเจริญเติบโตตามลำดับ

จิตใจก็เช่นเดียวกัน ใหม่ ๆ ก็จะมีสภาพเหมือนเด็ก อ่อนแอ เดินไม่ได้ ต้องใช้เวลาในการฝึกหัด กว่าจะคลาน เดิน และวิ่งได้ จะต้องใช้เวลา และฝึกมาเป็นประจำ

การฝึกสมาธิก็เช่นเดียวกันกับการเด็ก เราจะต้องฝึกเป็นประจำ ไม่ว่าเวลายืน เดิน นั่ง นอน ก็ต้องพยายามฝึกหัด ดังที่พระท่านว่า..ขี้เกียจก็ทำ ขยันก็ทำ...ไม่มีทางลัด เหมือนกับคน เกิดมาคงเดินไม่ได้เลย ต้องผ่านวัยต่าง ๆ ได้แก่ วัยเด็ก วัยหนุ่มสาว วัยทำงาน และวัยชรา

การฝึกจิตก็มีหลายขั้น ตั้งขั้นขณิกะสมาธิ อุปจาระสมาธิ และอัปนาสมาธิ

ฌาน ก็มีหลายระดับ ตั้งแต่ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน เป็นต้น

จากการได้รับพร่ำสอนมาดังกล่าว จึงพยายามฝึกสมาธิเป็นประจำทุกวัน ตื่นเช้ามาก็เดินจงกรม ประมาณ ๓๐ นาที ก่อนนอน ก็นั่งสมาธิประมาณ ๓๐ นาที ในช่วงเวลาเดินทางไป-กลับจากการทำงาน ก็พยายามฝึกจิตไปด้วย เพื่อเป็นการสะสมพลังจิต

บางคนสงสัยว่าทำนาน และทำน้อย แบบไหนจะมีผลมากกว่ากัน หลวงพ่อท่านกล่าวว่า...ไม่แน่นอน อยู่ที่ว่าในการทำใจมีสมาธิหรือไม่ หากทำน้อยแต่ใจมีสมาธิ ก็จะได้พลังจิตมาก หากทำมาก แต่ใจไม่เป็นสมาธิ ส่งใจออกไปข้างนอกกาย ก็ไม่ได้พลังจิต...




เวลาผ่านมาประมาณ ๔ - ๕ เดือน มีผลทำให้สุขภาพจิตดีขึ้น จิตใจมีอาการเยือกเย็น ความโมโห ความไม่พอใจต่าง ๆ เริ่มหดหายไป จะทำอะไร ก็จะมีเหตุผลมากขึ้น

นอกจากนี้ทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง อาการปวดหัว มึนงง เวลาตื่นยามเช้า ก็ลดน้อยลง แม่จะไม่หายขาด แต่โดยภาพรวม ก็มีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ในการทำงาน ก็จะมีสมาธิมากขึ้น ทำอะไร จะมีความละเอียดรอบคอบ ไม่ใจร้อน ทำแบบลวกๆ ทำให้จิตใจมีความสงบ เยือกเย็น ค่อยคิด ค่อยทำ ไม่กระวนกระวาย และตรึกตรองมากกว่าเดิม

อีกประการหนึ่ง ในยามที่เราเดินจงกรม เมื่อคิดถึงสิ่งใด ที่เป็นปัญหา จะทำให้มีความคิดที่ลึกซึ้งมากกว่าเดิม มองเห็นทางออก จะทำให้การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ มองเห็นหนทางมากขึ้น และง่ายขึ้น

การทำสมาธิดีอย่างไร คนที่มาฝึกทำเท่านั่นจะตอบได้ด้วยใจตนเอง เพราะสิ่งเหล่านี้...เป็นเรื่องเฉพาะตัวครับ

วันศุกร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2562

วัดสระลงเรือ

เมื่อวันที่ ๑  มิถุนายน ๒๕๖๒ ได้มีโอกาสเดินทางไปกับคณะญาติธรรมที่เข้ารับการอบรมตามโครงการปฏิบัติธรรมประจำวันอาทิตย์ปี่ที่ ๖ ของคณะ ๑๔ วัดชนะสงคราม เพื่อแสดงมุทิตาจิตกับพระคุณเจ้าที่สอบได้เปรียญธรรม ๙ ประโยค ณ วัดวิเศษฯ อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี

หลังจากเสร็จจากงานแสดงมุทิตาจิตดังกล่าว ได้เดินทางไปทำบุญไหว้พระ ณ วัดสระลงเรือ อำเภอห้วยกระเจา จังหวัดกาญจนบุรี วัดแห่งนี้ เป็นสถานทีท่องเที่ยวแหล่งสำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดกาญจนบุรี มีเรือสุพรรณหงษ์ลำใหญ่ที่สุดในประเทศไทย


ภายในตัวเรือ ตรงทางเข้าก็จะมีรูปพระราหู และเครื่องบวงสรวง สำหรับท่านที่ประสงค์จะแก้ปีชง จะต้องไหว้ของดำ ๙ อย่าง ทางวัดจะจัดเครื่องเซ่นไหว้ให้ พร้อมทั้งมีคาถา และคำกล่าวนำในการทำพิธีดังกล่าว


ภายในตัวเรือ จะเป็นห้องโถงใหญ่ มีความยาวตามลำเรือ มีภาพวาดสีน้ำมันเป็นปริศนาธรรม และคำพังเพยของไทย สำหรับผู้ที่เข้าไปท่องเที่ยวได้ศึกษา และตอบปัญหา


นอกจากนี้ ยังมีศาลเจ้าแม่ทับทิม สำหรับให้นักท่องเที่ยวที่จะประสงค์จะมาขอพรและมาบน หรือทำบุญในบริเวณลำเรือดังกล่าวด้วย



ส่วนชั้นบนจะเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ สำหรับให้นักท่องเที่ยวและพุทธศาสนิกชนไปสักการะเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว  ซึ่งตั้งตรงกลางลำเรือ



ด้านหน้าของเรือสุพรรณหงษ์ ก็จะเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อโต(สมเด็จพระพุฒาจารย์) องค์ใหญ่ ตั้งตระหง่าน มองดูเห็นแต่ไกล มองดูสวยงาม และที่เลื่อมใสศรัทธาของพุทธศาสนิกชน ที่ได้มาสักการะ และทำบุญในครั้งนี้





และที่ลืมเสียมิได้ คือที่พระอุโบสถของวัดนี้ ก็เป็นสถานที่อลังการ ภายในพระอุโบสถนอกจากพระประธานจะเด่นสง่าสวยงามแล้ว ยังมีแหล่งท่องแดนนรก และแดนสวรรค์ให้เข้าชมอีกด้วย ส่วนด้านนอกรอบพระอุโบสถ จะเป็นรูปเหมือนองค์ใหญ่ของพระเกจิดังทั่วประเทศ สำหรับให้ประชานได้กราบไหว้ และขอพร





หากท่านใด มีเวลาว่าง ขอเชิญไปทำบุญและสักการะหลวงพ่อโต ดูความยิ่งใหญ่ของเรือสุพรรณหงษ์ และพระอุโบสถอันสวยงามของวัดสระลงเรือ รับรองจะไม่ผิดหวัง ได้ทั้งบุญและท่องเที่ยวแหล่งสำคัญอีกด้วยครับ !!!

วันอังคารที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

หลวงปู่อ่อน ญาณเตโช

ปัจจุบัน ผู้เขียนได้พักอาศัยอยู่ใกล้กับวัดมัชฌันติการาม และวัดเลียบราษฎร์บำรุง คราใดที่วัดมีงาน ก็จะไปช่วยงานและเข้าวัดไปทำบุญทุกวันพระ

ทุกปีที่ผ่านมา ในช่วงเข้าพรรษา จะเข้าวัดไปสวดมนต์ทุกวันพระที่วัดมัชฌันติการาม (วัดน้อย) เว้นบางวันพระที่ติดธุระ ไม่สามารถจะไปร่วมสวดมนต์ได้ แต่ก็ได้ตั้งจิตอธิษฐานเสมอว่าจะพยายามเข้าวัดไปสวดมนต์ให้ได้ทุกวันพระ ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา แต่ผ่านมาหลายปีแล้ว ยังทำไม่ได้เลย ก็ต้องพยายามในปีต่อไปอีก


                                                   รูปเหมือนหลวงปู่อ่อน ญาณเตโช

  ตรงประตูทางเข้าวัดน้อย จะมีวิหารติดตั้งรูปเหมือนหลวงปู่อ่อน ญาณเตโช อดีตเจ้าอาวาสรูปแรก และเป็นพระเกจิที่มีชื่อเสียงโด่งดัง และเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะในแถบบางซื่อและนนทบุรี และทุกปีก็จะมีงานทำบุญครบรอบวันมรณภาพของท่านตลอดมา เรียกว่า"งานประจำปี "

ผู้เขียนพยายามหาเหรียญของท่านตลอดมา พยายามหาเช่าแถวร้านเข่าพระในพื้นที่ แต่เป็นที่น่าแปลกใจว่าหายากมาก เคยสอบถามผู้สูงอายุแถวชุมชน มีท่านหนึ่งบอกว่า มีอยู่ ๔ เหรียญ แต่ไม่ยอมปล่อยให้ใคร เพราะเป็นเหรียญยหายากมากๆ

ด้วยความตั้งใจ ที่อยากได้เหรียญท่านมาสักการะบูชา ปรากฎว่ามีคุณป้าท่านหนึ่งที่ไปช่วยงานวัดเป็นประจำ สอบถามถึงเรื่องเหรียญหลวงปู่อ่อนฯ ท่านก็มามอบให้ผู้เขียนโดยไม่คิดค่่า และราคา จึงได้นำเหรียญเกจิอื่นมาแลกเปลี่ยนกับคุณป้าท่านนั่น..จึงเป็นบุญของเรา..




                                               รูปเหมือนหลวงปู่อ่อน ญาณเตโช

ประวัติหลวงปู่อ่อน


ระวัติของท่านไม่มีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร มีเพียงคำบอกเล่าต่อ ๆ กันมา ซึ่งพอจะทราบประวัติของท่าน ดังนี้
หลวงปู่อ่อน ญาณเตโช เป็นคนอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ไม่ทราบว่าอุปสมบทเมื่อไหร่สันนิษฐานว่าอุปสมบทในรัชกาลที่ ๔ หลังจากอุปสมบทในบวร พระพุทธศาสนาแล้วก็ได้ศึกษาเล่าเรียน    พระปริยัติธรรม ตามที่มีในสมัยนั้น รวมทั้งศึกษาไสยศาสตร์ โหราศาสตร์ เวทย์มนต์คาถาต่าง ๆ จากสำนักของครูอาจารย์ที่มีในสมัยนั้น ทั้งในเขตจังหวัดชลบุรี บ้านเกิด ชัยนาท อ่างทอง ลพบุรี อยุธยา จนมีความเชี่ยวชาญ หลวงปู่อ่อนเป็นศิษย์สำนักเรียนเดียวกันกับหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จังหวัดชัยนาท กอปรกับหลวงปู่มีนิสัย ชอบธุดงค์กรรมฐานไปในสถานที่สงัด ปราศจากผู้คนเพื่อเจริญวิปัสสนากรรมฐานอาจกล่าวได้ว่าจังหวัดต่างๆ ในเขตภาคกลางนี้เกือบทั้งหมด

หลวงปู่เคยเดินธุดงค์ไปมาหมดแล้ว หลวงปู่จึงมีชื่อเสียงทั้งทางเมตตาและทางขมังเวทย์ตั้งแต่ยังเป็นภิกษุหนุ่ม ประจวบกับสมัยนั้นเจ้าจอมมารดาเที่ยงและลูกหลานได้มาอุปถัมภ์ ในการสร้าง วัดมัชฌันติการามอยู่ และได้กราบทูลสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณ วโรรส ทรงรับเป็น พระธุระช่วยเหลือในการปฏิสังขรณ์ พระอารามในด้านต่าง ๆ ทั้งอุโบสถ เจดีย์ ศาลาการเปรียญ และกุฏิรับรองพระสงฆ์ในขณะเดียวกันก็หาพระภิกษุที่มีศีลาจารวัตร เป็นที่น่าเลื่อมใสมาเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดด้วย 
การก่อสร้างศาสนวัตถุต่าง ๆ ได้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ยังขาดแต่พระภิกษุผู้จะมาจำพรรษาและดำรงตำแห่งเจ้าอาวาส กิตติศัพท์ของหลวงปู่อ่อนว่าเป็นผู้มี ศีลาจารวัตรงดงามน่าเลื่อมใสได้ทราบไปถึงพระกรรณของสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรม พระยาวชิรญาณวโรรส ได้มีรับสั่งให้เข้าเฝ้าและได้ตรัสรับสั่งนิมนต์ให้อยู่จำพรรษา เพื่อเป็นการฉลองศรัทธาของผู้อุปถัมภ์วัดและศรัทธาของประชาชน ชาวสวนคลองบางเขนใหม่ด้วย หลวงปู่อ่อนจึงได้มาอยู่จำพรรษาที่วัดมัชฌันติการาม ตั้งแต่ปี พุทธศักราช ๒๔๑๗ เป็นต้นมา หลังจากการก่อสร้างอุโบสถ เจดีย์ ศาลาการเปรียญ และกุฏิรับรองพระสงฆ์ เสร็จเรียบร้อยแล้ว
มีการจัดงานผูกพัทธสีมา ฝังลูกนิมิตอุโบสถพร้อมทั้งฉลองวัดไปในงานเดียวกันใน     ปีพุทธศักราช ๒๔๑๘ โดยมีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณ วโรรส เป็นประธานในการผูกพัทธสีมาหลังจากงานเสร็จหลวงปู่ก็อยู่ปกครอง คณะสงฆ์เป็นที่พึ่งแก่คณะอุบาสก อุบาสิกาวัดมัชฌันติการามเป็นลำดับมา โดยได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสมาตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๔๐ จากความที่หลวงปู่เป็นพระภิกษุที่มีศีลาจารวัตรงดงามเป็นที่ เคารพนับถือของคนในท้องถิ่นนี้เป็น จำนวนมาก และเป็นพระภิกษุที่ทรงไว้ซึ่งวิทยาคุณ เป็นที่เลื่องลือของคนทั่วไป
จนข่าวได้ทราบไปถึงพระเนตรพระกรรณของกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ซึ่งเป็นลูกศิษย์เอกของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จังหวัดชัยนาท ว่ามีสหธรรมิกของหลวงปู่ศุขได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส วัดมัชฌันติการาม จนมีชื่อเสียงปรากฏ มีลูกศิษย์ที่ให้ความเคารพนับถือเป็นจำนวนมาก ใคร่ที่จะมาฝากตัวเป็นศิษย์บ้าง
พระองค์ จึงได้แจวเรือมาทางแม่น้ำเจ้าพระยา เข้าคลองบางเขนใหม่ ซึ่งเป็นทางคมนาคมเข้าออกวัดที่สะดวกที่สุดในสมัยนั้นกับทหารองครักษ์ ขึ้นที่ท่าน้ำแล้วเข้าไปกราบ ใคร่อยากทดลองดูวิทยาคุณของหลวงปู่ว่าสมคำเล่าลือหรือไม่ จึงกราบเรียนขอวัตถุมงคลจากพระเดชพระคุณหลวงปู่ และได้รับเมตตาเป็นผ้าประเจียดจากหลวงปู่ ซึ่งถือว่าเป็นสุดยอดขมังเวทย์ของท่าน จึงอยากทดลองดูโดยแจวเรือออกไปที่แม่น้ำเจ้าพระยากับทหารองครักษ์ แล้วนำผ้าประเจียดมาตั้งจิตอธิฐานว่า ถ้าหลวงปู่มีวิยาคุณสมคำเล่าลือจริงขอให้ยิงพระแสงปืนไม่ออก แล้วได้ทดลองดูหลายครั้ง พระแสงปืนยิงไม่ออก ได้ประจักษ์พยานด้วยพระองค์เอง จึงหันเรือกลับมาที่วัดมัชฌันติการาม ฝากตัวเป็นศิษย์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
ยังมีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาอีกของบรรดาแม่ค้าที่นำสินค้าเข้ามาขายตามคลองบางเขนใหม่ เมื่อเดินทางถึงหน้าวัดมักขอพรจากรูปเหมือนหลวงปู่อ่อน และกวักน้ำที่ท่าน้ำวัดปะพรมที่เรือและสินค้าต่าง ๆ ในเรือเพื่อความเป็นสิริมงคลค้าขายดี จนทำกันเป็นประเพณี เป็นที่น่าอัศจรรย์ว่าขายของต่าง ๆ ได้หมดในเวลาไม่นาน หลวงปู่จึงเป็นที่เคารพอย่างยิ่งของแม่ค้าทางเรือที่สัญจรค้าขายไปมา จนชื่อเสียงของหลวงปู่อ่อนในทางเมตตามหานิยม ขมังเวทย์ยิ่งโด่งดังเป็นที่โจษขานของคนทั่วไปยิ่งขึ้น จนชื่อเสียงไปถึงสำนักพระราชวัง
 ในหลวงรัชกาลที่ ๕ ซึ่งเป็นผู้โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามวัดได้ทรงทราบ ใคร่จะพระราชทานสมณศักดิ์ให้ เพื่อเป็นการบูชาคุณหลวงปู่ แต่เนื่องจากหลวงปู่เป็นพระที่มักน้อยสันโดษ ไม่ปรารถนายศถาบรรดาศักดิ์ใด ๆ หลวงปู่จึงไม่เดินทางไปเข้ารับพระราชทานสัญญาบัตรพัดยศและผ้าไตร ในพระบรมมหาราชวังทั้ง ๆ ที่ในสมัยนั้นการปกครองเป็นแบบระบบสมบูรณาญาสิทธิราช จึงเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่จากกรมสังฆการีนำตราตั้งและพัดยศมาถวายถึงวัดมัชฌันติการาม
 ในกาลต่อมาทางเจ้าคณะเขตผู้ปกครองตามลำดับชั้น ได้พิจารณาเห็นว่าหลวงปู่อ่อนเป็นผู้ที่มีพรรษากาลพอควร มีตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสมานาน มีศิษยานุศิษย์มากมาย จึงเสนอแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ เพื่อให้การอุปสมบทกุลบุตร  ผู้มีจิตศรัทธาใคร่อุปสมบทในบวรพระพุทธศาสนา ในบรรดาสิทธิวิหาริก ของหลวงปู่เป็นอุปัชฌาย์ให้นั้น ที่มีชื่อเสียงปรากฏเป็นถึงรองสมเด็จพระราชาคณะ คือ พระเดชพระคุณ พระญาณวโรดม (สนธิ์  กิญจกาโร) อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร หลวงปู่อ่อนในขณะนั้นจึงมีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วทุกทิศ มีศิษยานุศิษย์ทั้งฝ่ายเจ้านายชั้นสูง พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ และประชาชนทั่วไปนับถือเป็นจำนวนมาก
 เมื่อถึงวันคล้ายวันเกิดของหลวงปู่อ่อน บรรดาศิษยานุศิษย์ต่างก็มาร่วมกันในการทำบุญทำกุศล ที่ศาลาการเปรียญวัดมัชฌันติการาม แม้การคมนาคมจะไม่สะดวก แต่บรรดาศิษยานุศิษย์ต่างก็ตั้งใจกันมาด้วยจิตอันศรัทธาต่อหลวงปู่อ่อน ญาณเตโช หรือสมณศักดิ์ พระครูธรรมสารวิจิตรในวันขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๓ ของทุกปี ศิษยานุศิษย์ ต่างก็รู้กันโดยปริยายต้องมาร่วมทำบุญ กาลต่อมาหลังจากที่หลวงปู่อ่อนได้อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้กับศิษยานุศิษย์มาเป็นเวลานานจนเลยเข้าสู่วัยชรา ธรรมดาของสังขารย่อมมีร่วงโรยไปตามกาลเวลา
พระครูธรรมสารวิจิตร ก็เช่นเดียวกัน หลวงปู่ได้ป่วยด้วยโรคชราภาพ และได้ถึงแก่มรณภาพ ในขณะที่มีอายุได้ ๗๐ กว่าปี ในตอนต้นของสมัยรัชกาลที่ ๖ สังขารของหลวงปู่อ่อน ได้ทำการพระราชทานเพลิงศพที่วัดมัชฌันติการาม หลังจากนั้นได้มีการนำอัฐิของหลวงปู่ไปบรรจุไว้ภายใต้รูปเหมือน หลวงปู่อ่อน  ญาณเตโช ที่วิหารของท่านในปัจจุบัน แต่บรรดาศิษยานุศิษย์ที่เคารพนับถือในตัวท่านก็ยังระลึกถึงคุณงามความดีของท่านกันอยู่ทุกปี ในวันขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๓ ของทุกปี ศิษยานุศิษย์ทุกหมู่เหล่าจะมาทำบุญบำเพ็ญกุศล อุทิศถวายแด่หลวงปู่อ่อนมาตลอดจนเป็นประเพณีงานประจำปีปิดทองรูปเหมือนของท่านมาจนถึงปัจจุบัน

วันพุธที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

แม่น้ำคงคา

สถานที่สำคัญแห่งหนึ่ง ที่พุทธศาสนิกชนที่เดินทางไปนมัสการพระมหาเจดีย์ที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย จะต้องไปแวะเที่ยวชมให้ได้ นั่นคือ "แม่น้ำคงคา "



ในการไปบรรพชาอุปสมบทที่อินเดียครานี้ ก็เช่นกันตามกำหนดการจะต้องไปชมแม่น้ำคงคา เช่นกัน โดยเจ้าหน้าที่แจ้งว่า จะต้องตื่นแต่เช้าตั้งตี่สี่ หากช้ากว่านี้ จะทำให้การเดินทางเข้ายังแม่น้ำคงคา มีความลำบากมาก เพราะจะมีนักท่องเที่ยวและชาวอินเดียไปยังท่าน้ำดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

การเดินทางไปครั้งนี้ ไม่สามารถนำรถเข้าไปได้ จะต้องเดินด้วยเท้าเข้าไป ผ่านตามถนนเล็ก ๆ คดเคี้ยว ตามถนนจะต็มไปด้วยผู้คนที่มารอลงไปยังท่าน้ำ นอนตามถนนหนทางก็มี ทางที่ผ่านไปก็เต็มด้วยมูลของโค มีกลิ่นอบอวล


                                                         นกนางนวลมีจำนวนมาก

ตามรายทางก็จะมีชาวอืนเดียวเดินทางกันเป็นแถวยาวเพื่อลงไปยังท่าน้ำแม่น้ำคงคา เพื่อลงไปอาบน้ำล้างบาป ตามความเชื่อของชาวฮินดุู หากมีการทำบาปในช่วงเย้น จะต้องลงไปอาบน้ำล้างบาปในช่วงเช้า วันหนึ่งจะมีการล้างบาปจำนวน ๒ ครั้ง เช้า และเย็น



ไปถึงยังท่าแล้ว เจ้าหน้าที่ได้นำพาขึ้นเรือเพื่อไปลอยกระทงบนกลางแม่น้ำคง โดยก่อนหน้านี้จะมีการแจ้งว่าให้ทุกนตัดเล็ก ตัดผม เพื่อนำไปใส่ในกระทง เพื่อลอยเคราะห์ ลอยโศกไปกับสายน้ำแม่น้ำคงคาในครั้งนี้


                                                    ลอยกระทง ณ กลางแม่น้ำคงคา

บางท่านก็ดำเนินการตามคำแนะนำ บางท่านก็ไม่ได้ทำ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเชื่อของแต่ละคน เพราะในทางศาสนาพุทธเชื่อว่า...เรื่องกรรม ทำกรรมดี ก็ได้ดี ทำความชั่วก็ได้ชั่ว บาปกรรมจึงไม่สามารถล้างบาปกันได้ จะชั่วหรือดี อยู่ที่การกระทำของเราเอง...


                                                   บรรยากาศยามเช้าริมแม่น้ำคงคา

แม่น้ำคงคา (เทวนาครี: गंगा คังคา ภาษาอังกฤษ: Ganges แกนจีส, Ganga) เป็นแม่น้ำสายสำคัญของอินเดีย ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดูคู่กับแม่น้ำยมุนาที่ไหลขนานกัน มีต้นกำเนิดทางภาคเหนือของอินเดีย บริเวณเทือกเขาหิมาลัย ไหลผ่านทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียไปทางตะวันออก และรวมกับแม่น้ำพรหมบุตรที่ประเทศบังกลาเทศ เกิดเป็นดินดอนสามเหลี่ยมขนาดใหญ่ชื่อว่าสามเหลี่ยมปากแม่น้ำคงคานับเป็นแหล่งชลประทานและการคมนาคมที่สำคัญแห่งหนึ่ง ก่อนจะไหลออกที่อ่าวเบงกอลแม่น้ำคงคามีความยาวประมาณ 2,510 กิโลเมตร
คงคาเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ เรียกชื่อตามนามของพระแม่คงคา พระชายาของพระศิวะ ชาวฮินดูอาบน้ำในแม่น้ำแห่งนี้[1] เพราะความเชื่อว่าจะทำให้จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ทุกวันชาวอินเดียนับล้านคนจะมาที่ริมฝังแม่น้ำคงคาเพื่อทำการอาบน้ำ และดื่มกินน้่ำจากในแม่น้ำคงคา รวมถึงการเผาศพที่ริมฝังน้ำด้วยและโปรยขี้เถ้าลงในน้ำ นั่นจึงทำให้แม่น้ำคงคาได้ชื่อว่าเป็นแม่น้ำที่มีความสกปรกและมลพิษมากที่สุดในโลก แต่ทว่าในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่า น้ำในแม่น้ำคงคามีลักษณะพิเศษกว่าแม่น้ำอื่นใด คือ มีปริมาณของออกซิเจนละลายในน้ำสูง และยังมีจุลินทรีย์ที่สามารถกินไวรัสรวมถึงเชื้อแบคทีเรียได้อีกด้วย ยิ่งมีปริมาณของเสียปล่อยลงน้ำเท่าใด ก็ยิ่งเพิ่มจำนวนของจุลินทรีย์เท่านั้น และทำให้น้ำในแม่น้ำคงคามีความสามารถที่จะปรับตัวไปสู่สภาพปกติมากกว่าแม่น้ำทั่วไปถึง 25 เท่า (จาก..wikipedia.org/wiki)
หากท่านใดมีโอกาส ก็ควรจะไปสักการะสังเวชนียสถานสักครั้ง เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต
ตตนเอง และได้เห็นประเพณี วัฒนธรรม และความเป็นอยู่ของชาวอินเดียว ยามกลับมาถึงประเทศไทยแล้ว เราจะมีความรักประเทศไทยมากยิ่งขึ้นครับ !!!

หลวงพ่อทองพูน ปุญญกาโม

วันนี้ ได้รับเหรียญหลวงพ่อทองพูน ปุญญกาโม วัดป่าอภัยวัน บ้านทุ่ม อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น รุ่นพระราชทานเพลิงสรีระสังขาร ๖ มกราคม ๒๕๕๖

หลวงพ่อทองพูนฯ ท่านเป็นพระปฏิบัติสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต โดยเป็นศิษย์ของหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ วัดป่าอรัญญบรรพต จังหวัดหนองคาย

เหรียญหลวงพ่อทองพูนฯ


 ประวัติหลวงพ่อ

นามเดิม ทองพูน ส่งสุข เกิดวันเสาร์ที่ ๖ กรกฎาคม ๒๔๘๙ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๘ ปีจอ บิดามีนามว่า นายรุณ ส่งสุข มารดามีนามว่า นางส่อง ส่งสุข ภูมิลำเนาเดิมจังหวัดมหาสารคาม

วิทยาฐานะ 
จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนกระบากวิทยาคาร ต. เหล่าดอกไม้ อ.ชื่นชม จ.มหาสารคาม 
อาชีพก่อนอุปสมบท ซื้อ ขาย แลกเปลี่ยนรถยนต์ (ร้านยนต์สามัคคี อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์) 
ชีวิติสมรส ภรรยาชื่อ นางเสาวนีย์ ธรรมสินย์ (นาสกุลเดิม หย่าร้างแล้ว) 
มีบุตร คือ พระมหาชูชาติ ตปสีโล ปธ.๕ (ปัจจุบันจำพรรษา ณ ประเทศเยรมันฯ 
ภูมิลำเนาเดิม เลขที่ ๑-๔ ถนนถีนานนท์ ตำบลกาฬสินธุ์ อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ บรรพชา/อุปสมบท
การอุปสมบท ได้รับการอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดหินหมากแป้ง ตำบลพระพุทธบาท อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย เมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๒๗ โดยมี พระอุปฌาย์คือ พระครูญาณปรีชา หรือหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ วัด ป่าอรัญญบรรพต 

การศึกษา
- นักธรรมชั้นเอก 


สมณศักดิ์ 
พุทธศักราช ๒๕๓๘ เป็นฐานานุกรมที่พระครูสังฆรักษ์ ของพระราชวินยาภรณ์ จังหวัดมหาสารคาม 


เมื่อวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๕ เวลา ๐๒.๓๐ นาฬิกา ท่านได้มรณภาพที่ศูนย์โรคหัวใจสิริกิติ์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ขอน้อมกราบและเผยแพร่บารมีของท่านไว้ ณ ที่นี่!!!


หลวงพ่อช่อ

เมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๒ ที่ผ่านมา หลังจากรับประทานอาหารกลางวันเสร็จแล้ว ได้เดินเข้าไปร้านทองที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับศูนย์อาหาร ร้านดังกล่าวนอกจากจะหน่ายทองรูปพรรณแล้ว ยังมีพระเครื่อง และพระบูชามาให้เช่าด้วย

พระครื่องจะมีหลายหลากรูปแบบ มีทั้งพระผง พระเหรียญ พระบูชา มีทั้งเก่า และใหม่ สอบถามเจ้าของร้านแจ้งว่า มีลูกค้านำมาฝากวางจำหน่าย บางคนก็นำมาให้เช่าในราคาถูก และบางคนมาให้เช่าเหมาก็มี

มีบางครั้งเคยไปพบช่วงที่ทางร้านรับเช่าพระเครื่องมาจากลูกค้า ปรากฎว่ายังมีสภาพเก่แกะ บางองค์มีปลวกแทะพระเครื่องก็มี จึงมักจะหาโอกาสไปแวะเวียนอยู่บ่อย บางโอกาสโชคดีก็ได้พระดี ๆ ในราคาบ้าน ๆ มาใช้

วันนี้ก็เช่นกัน ได้แวะเวียนไปเหมือนเคย สอบถามว่ามีพระใหม่มาใหม่ ได้รับแจ้งว่าวันนี้ไม่มี เลยแวะเข้าดูดูพระเหรียญเก่า ๆ ที่ยังมีหลงเหลืออยู่จำนวนหนึ่ง ส่องดูไปหลายองค์ แต่มาสุดตัวพระเหรียญหนึ่ง คือ เหรียญ " พระครูสังวรานุโยค (หลวงพ่อช่อ)" รุ่นสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี

ลองทดสอบพุทธคุณ ปรากฎว่ามีพระพุทธคุณ ถือว่าเป็นเหรียญแท้แน่นอน จึงได้บูชามาไว้เป็นที่ระลึก แต่พอมาอ่านประวัติท่านแล้ว ไม่ธรรมดาเลยครับ !!!



เหรียญหลวงพ่อช่อ รุ่นสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์

ประวัติท่าน


หลวงพ่อช่อ วัดโคกเกตุบุญญสิริ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ศิษย์หลวงพ่อชุ่ม วัดกุฏิบางเค็ม หลวงพ่อสด วัดปากน้ำภาษีเจริญ
เดิมชื่อ ช่อ มุสสะ เกิดวันที่ 7 มี.ค. พ.ศ.2460 ที่ ต.บางเค็มใต้ อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี อุปสมบทขณะอายุ 22 ปีเมื่อวันที่ 28 เม.ย. พ.ศ.2482 ณ วัดกุฏิบางเค็ม โดยมี หลวงพ่อชุ่ม วัดกุฏิเป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์หงส์ วัดกุฏิเป็นพระกรรมวาจาจารย์ หลวงพ่อชื่น วัดโพธิ์บางเค็ม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ บวชแล้วได้ศึกษากรรมาฐานและพุทธาคมกับหลวงพ่อชุ่ม วัดกุฎิ และึิััหลวงพ่อสด วัดปากน้ำภาษีเจริญ 

ต่อมาได้เป็นเจ้าอาวาสวัดโคกเกตุบุญญสิริและได้รับสมณศักดิ์ที่พระครูสังวรานุโยค มรณภาพเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2551

หลวงพ่อช้อน ได้เคยกล่าวไว้ในเฟสบุ๊คส่วนตัวว่า...หลวงพ่อช่อรูปนี้ท่านมีดีมาตั้งแต่ภพชาติที่แล้ว ท่านเคยเล่าให้ผู้เขียนฟังว่าเมื่อสมัยเด็กตอนอายุ 4-5 ขวบ ท่านเห็นพี่สาวท่านหาบขนมขาย แต่เหลือกลับบ้านมาทุกวัน ท่านเลยเสกน้ำในจอกให้เป็นน้ำมนต์ด้วยคาถาที่ท่านรู้ขึ้นเอง (ติดมาจากภพชาติที่แล้ว) เสกเสร็จท่านก็ประพรมน้ำมนต์ไปบนขนมในกระจาดที่พี่สาวจะหาบไปขาย ส่วนน้ำมนต์ที่เหลือในจอกท่านก็สาดขึ้นบนหลังคาจาก ปรากฏว่าคราวนี้พี่สาวท่านขายขนมหมดแต่เช้าทุกวัน

 เมื่อมาบวชเป็นพระท่านก็ยังนำคาถานี้มาช่วยสงเคราะห์ลูกศิษย์จนโด่งดัง
ส่วนวิชาคงกระพันมหาอุดท่านเรียนมาจากหลวงพ่อชุ่ม ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ของท่าน วิชาในสายวัดกุฏิบางเค็มนี้ขลังยิ่งนัก เพราะท่านใช้ปลุกเสกพระสมเด็จคะแนนจนเกิดประสบการณ์ยิงไม่เข้ากระสุนแบนติดหัวจนโด่งดังขึ้นหน้า1หนังสือพิมพ์รายวัน จนพระสมเด็จรุ่นนั้นได้รับฉายาว่า รุ่นกระสุนแบน วิชาเหล่านี้ท่านได้ถ่ายทอดไว้กับลูกศิษย์ 2-3ท่าน 
นี่เป็นเพียงประวัติส่วนหนึ่งของท่าน เพื่อให้ทราบความเป็นมาของเหรียญและประวัติของท่าน และเป็นการเผยแพร่บารมีครับ !!!

วันอังคารที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2562

ความสุขอยู่ที่ไหน

,มีเพื่อนส่งไลน์ข้อความมาให้ อ่านแล้วรู้สึกดีมาก ๆ

คุณอนุรุธ ประธานมูลนิธิว่องวานิช ได้กรุณาส่งบทความคติธรรมดีๆ มาฝากสมาชิกและคนคุ้นเคย

ความสุขเกิดขึ้นเมื่อใด
ความสุข เกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง
ความสุข ไม่ได้อยู่ที่จุดหมายปลายทางที่ไปถึง



คุณบอกกับตัวเองว่า เมื่อได้แต่งงาน และมีลูก ชีวิตของคุณก็จะดีขึ้น
แต่เมื่อคุณมีลูก และลูกของคุณยังเล็กอยู่ คุณก็เกิดความรู้สึกว่า เมื่อเขาโตขึ้น เราคงมีความสุขและสบายขึ้น

แต่เมื่อลูกโตมากขึ้น จนย่างเข้าสู่วัยรุ่น
คุณกลับรู้สึกไม่ได้ดั่งใจอีกครั้ง
และเมื่อลูก ๆ ผ่านพ้นช่วงวัยรุ่นไปได้
คุณคิดว่า คุณจะมีความสุขมากขึ้น
แต่คุณกลับบอกกับตัวเองอีกว่า จะรอให้ลูก ๆ
จัดการกับตัวของเค้าเอง ให้เรียบร้อยดีเสียก่อน ก็น่าจะดีขึ้น

บางครั้ง คุณคิดว่า ถ้าคุณมีบ้าน มีรถ มีวันหยุดพักร้อนนาน ๆ และเมื่อถึงวันเกษียณอายุการทำงาน ชีวิตของคุณ น่าจะมีความสุขมากที่สุด
แต่เมื่อเกษียนแล้วก็จริง แต่ทำไมถึงยังไม่มีความสุขสักที

ความสุขของชีวิตอยู่ที่ไหนกัน ? หนอ
แท้จริงแล้ว ความสุขของชีวิต อยู่ ณ ช่วงเวลาขณะนี้ ช่วงเวลาปัจจุบันนี้ต่างหาก ไม่ต้องรอ ให้ความสุขมาหาเราในอนาคต
เราควรมีความสุข และพึงพอใจกับความสุขอยู่ในปัจจุบัน

ชีวิต ของมนุษย์ทุกคน ต้องมีสิ่งท้าทายเข้ามาอยู่ตลอดเวลา ทั้งอุปสรรคต่าง ๆ หรือบททดสอบชีวิต อันยากเข็ญ แต่ในที่สุด เราก็จะต้องก้าวผ่านไป อุปสรรคกับชีวิต เป็นของคู่กัน
ดังนั้น เป็นหน้าที่ของเรา ที่ต้องหาความสุข และความพึงพอใจ จากการเดินทางบนถนนแห่งชีวิตนี้ ซึ่งจะทำให้ชีวิตมีความสุขมากกว่า ที่จะรอให้ถึงจุดหมายปลายทางก่อน แล้วถึงจะมีความสุขได้

เริ่มหยุดพูดกับตัวเองเสียทีว่า
ถ้าฉันลดน้ำหนักได้สัก 5 กิโล ฉันถึงจะมีความสุข
ถ้าฉันได้แต่งงาน ฉันถึงจะมีความสุข
ถ้าผมได้ซื้อบ้าน ผมถึงจะมีความสุข
ถ้าผมได้เกิดเป็นลูกคนรวย ผมถึงจะมีความสุข
ถ้าคุณหยุดพูดถึงสิ่งเหล่านี้ได้ ชีวิตของคุณก็จะมีความสุข
และคุณจะรู้สึกพึงพอใจกับชีวิต

ตอบคำถาม ต่อไปนี้

1. บอกชื่อคน 3 คน ที่รวยที่สุดในโลก

2. บอกชื่อนางงามจักรวาล 3 คนล่าสุด

3. บอกชื่อ ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบล 3 คนล่าสุด

4. บอกชื่อนักแสดงนำชาย 3 คนล่าสุด ที่ได้รับรางวัลออสการ์

นึกไม่ออกใช่ไหม? ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย
ไม่มีใครหรอก ที่จะจดจำคนเหล่านี้ได้ทั้งหมด
คนที่ได้รับการยกย่อง สรรเสริญ ก็ล้วนล้มหายตายจาก ไปตามกาลเวลา
รางวัลต่าง ๆ เมื่อวางไว้นาน ก็จะถูกฝุ่นจับ แม้แต่ผู้ชนะ ก็จะถูกลืมในไม่ช้า

ตอบคำถาม ต่อไปนี้

1. บอกชื่ออาจารย์ 3 ท่าน ที่เคยช่วยเหลือคุณ ในเรื่องการเรียน

2. บอกชื่อเพื่อน 3 คนที่ช่วยเหลือคุณ ในยามที่คุณต้องการ

4. บอกชื่อคน 3 คนที่คุณอยากใช้เวลาดี ๆ ด้วย

นึกออกง่ายกว่าใช่ไหม? นั่นเป็นเพราะว่า
คนที่มีความหมายต่อชีวิตคุณ ไม่ได้เป็นคนที่ต้องเป็นคนเก่ง ที่สุด หรือ สวย หล่อที่สุด
ไม่ได้มีเงินมากที่สุด ไม่ต้องได้รับรางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะยังมีคนใกล้ตัวคุณ อีกหลายคน ที่ห่วงใยคุณ คอยให้การดูแลคุณ
และเวลาที่มีอะไรเกิดขึ้น ก็จะคอยอยู่เคียงข้างคุณ คอยปลอบโยนคุณ คอยให้กำลังใจคุณ

... ไม่มีช่วงเวลาไหน ที่จะมีความสุข 
มากกว่าช่วงเวลา ณ ปัจจุบันนี้.. 
..จงใช้ชีวิตให้มีความสุขกับช่วงเวลาปัจจุบัน..

สูตรเกี่ยวกับบุคลิกของตัวเอง ที่ควรไปจะคู่กับสูตรสุขภาพ มีอย่างนี้

๑. อย่าเปรียบเทียบ ชีวิตของตัวเองกับคนอื่น คุณไม่รู้หรอกว่าคนที่คุณอิจฉานั้น เขามีความทุกข์ยิ่งกว่าคุณอย่างไรบ้าง

๒. อย่าคิดทางลบ เกี่ยวกับเรื่องที่คุณควบคุม หรือกำหนดไม่ได้ แทนที่จะมองโลกในแง่ร้าย, ก็ทุ่มเทกำลัง และพลังงานใ ห้กับความคิด ทางบวก ณ ปัจจุบันเสีย

๓. อย่าทำอะไร ๆ เกินกว่าที่ตัวเองจะทำได้ ...รู้ว่าขีดจำกัดของตัวเองอยู่ที่ไหน

๔. อย่าเอาจริงเอาจัง กับตัวเองนัก เพราะคนอื่นเขา ไม่ได้ซีเรียสกับคุณเท่าไหร่หรอก

๕. อย่าเสียเวลา และ พลังงานอันมีค่าของคุณ กับเรื่องหยุมหยิม หรือเรื่องซุบซิบ...นินทา... นอกเสียจากว่ามันจะทำให้คุณผ่อนคลายได้อย่างจริงจัง

๖. จงฝันตอนตื่น มากกว่าตอนหลับ

๗. ความรู้สึกอิจฉาริษยา เป็นเรื่องเสียเวลาเปล่าๆปลี้ๆ...เมื่อคิดให้ดีก็จะรู้ว่า คุณมีทุกอย่างที่คุณจำเป็นต้องมีแล้ว

๘. ลืมเรื่องขัดแย้งในอดีตเสีย และอย่าได้เตือนสามีหรือภรรยาคุณ เกี่ยวกับความผิดพลาดในอดีตของอีกฝ่ายหนึ่งเลย เพราะมันจะทำลายความสุขปัจจุบันของคุณ

๙. ชีวิตนี้ สั้นเกินกว่าที่เราจะไปโกรธเกลียดใคร ๆ ..จงอย่าเกลียดคนอื่น

๑๐.ประกาศสงบศึกกับอดีตให้สิ้น, จะได้ไม่ทำลายความสุขในปัจจุบันของคุณ

๑๑. ไม่มีใครกำหนดความสุขของคุณได้ นอกจากคุณเอง

๑๒. จงเข้าใจเสียว่า ชีวิตก็คือโรงเรียน คุณมาเพื่อ เรียนรู้ และ ปัญหาเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ของหลักสูตรซึ่งเมื่อมาแล้วก็หายไป...เหมือนโจทย์วิชาพีชคณิต...แต่สิ่งที่คุณเรียนรู้นั้นอยู่กับคุณตลอดชีวิต

๑๓. จงยิ้มและหัวเราะมากขึ้น

๑๔. คุณไม่จำเป็นต้องชนะทุกครั้ง ที่ถกเถียงกับคนอื่น หรอก... บางครั้งก็ยอมรับว่าเราเห็นแตกต่างกันได้...เห็นพ้องที่จะเห็นต่างก็ไม่เห็นเสียหายแต่อย่างไร

แล้วเราควรจะมีทัศนคติอย่างไรต่อชุมชนและคนรอบข้าง เราล่ะ ?

๑. อย่าลืมโทรฯหาครอบครัวบ่อย ๆ

๒. จงหาอะไรดี ๆ ให้คนอื่นทุกวัน

๓. จงให้อภัยทุกคน สำหรับทุกอย่าง

๔. จงหาเวลาอยู่กับคนอายุเกิน 70 และต่ำกว่า 6ขวบ

๕. พยายามทำให้อย่างน้อย 3 คนยิ้มได้ทุกวัน

๖. คนอื่นเขาคิดอย่างไรกับคุณ ไม่ใช่เรื่องของคุณสักหน่อย

๗. งานของคุณ ไม่ดูแลคุณตอนคุณป่วยหรอก แต่ครอบครัว และ เพื่อนคุณ ต่างหากเล่าที่จะดูแลคุณ ในยามคุณมีปัญหา สุขภาพ

ดังนั้น, อย่าได้ห่างเหิน กับคนใกล้ชิดเป็นอันขาด และ ถ้าหากสามารถดำรงชีวิต ให้มีความหมายได้ , ก็ควรจะทำ ดังต่อไปนี้

๑. จงทำ และทำในสิ่งที่ควรทำให้มีความสุข

๒. อะไรที่ ไม่เป็นประโยชน์, ไม่สวย, ไม่งาม, ไม่น่ารื่นรมย์, จงทิ้ง ไปเสีย...เก็บไว้ทำไม?

๓. เวลา ย่อมรักษาแผลทุกอย่างได้

๔. ไม่ว่าสถานการณ์จะดี หรือเลวปานใด,เดี๋ยวมันก็จะเปลี่ยน

๕. ไม่ว่าคุณจะรู้สึก อย่างไร ในตอนเช้าของทุกวัน, จงลุกจากเตียง, แต่งตัว และปรากฎตัวต่อหน้า คนที่เราร่วมงาน ด้วย...ความรู้สึกที่ดี

get up, dress up and show up.

๖. คิดเสมอว่าสิ่งที่ดี ที่สุดยังมาไม่ถึง รอต่อไป

๗. ถ้าคุณยังลุกขึ้นตอนเช้าได้, อย่าลืมขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คุณนับถือเสียด้วย ที่ทำให้คุณ อยู่มาได้ถึงในวันรุ่งขึ้น

๘. เชื่อเถอะว่าส่วนลึก ๆ ในใจของคุณนั้นมีความสุข เสมอ...ดังนั้นส่วนนอกของคุณทุกข์โศกไปทำไมเล่า

และสุดท้ายที่สำคัญที่สุด


" ส่งบทความที่ต่อไปให้คน ที่คุณรักและห่วงหาอาทรด้วยนะคะ.." (love)ด้วยรักและห่วงใยเสม

ขอขอบคุณบทความดี ๆ ครับ อ่านแล้ว ทำให้จิตใจของเรามีพลังมากขึ้น !!!!

วันอาทิตย์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2562

บุญผะเหวดปี 62 : (๑) เตรียมงาน

เมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๖๒ ตื่นแต่เช้า ออกกำลังกาย ทานข้าวเช้า และมีกำหนดเดินทางไปช่วยงานเพื่อจัดสถานที่จัดงานบุญผะเหวดเทศมหาชาติของชมรมชาวอีสานล้านช้างประจำปี พ.ศ.๒๕๖๒ ในวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๒ ณ คณะ ๑๔ วัดชนะสงคราม บาลำภู กรุงเทพมหานคร



นั่งรถสาย ๘๗ และมาลงข้างบิ๊คชีวงค์สว่าง และต่อสาย ๓๓ ไปลงที่ป้ายเลยวัดเอี่ยมวรนุช ไปหนึ่งป้าย เพื่อจะไปซื้ออาหารเจที่ข้างริมคลองฝั่งตรงข้ามกับวัดบวรนิเวศวิหาร แวะซื้อขนมและถั่วลิสงร้านติดกับป้ายรถเมล์ มีรสชาติอร่อย ราคาย่อมเยาว์

เดินทางไปตามถนนและเลี้ยวขวาไปตามซอยศาลเจ้าและเดินตามริมคลอง จะมีร้านอาหารเจ ตั้งอยู่ติดกับตลาดริมคลอง แถวนั่นจะเป็นที่พักของชาวต่างชาติ ปัจจุบันจะเห็นว่าคนไทย ได้ดัดแปลงโรงแรม หรือบ้านพัก เป็นเกตเฮาส์ เพื่อเป็นที่พักให้กับชาวต่างขาติได้เช่า ไม่น่าเชื่อว่าตรงร้านเจ จะมีชาวต่างชาติมาทานเจกันมากเช่นกัน

ริมคลองสภาพน้ำขุ่น ไม่ใสสะอาด มีกลิ่นเหม็น จะมีเรือนำเที่ยววิ่งไป-มา จากต้นน้ำเจ้าพระยาวิ่งไปตามลำคลอง เรือมีขนาดใหญ่บรรจุนได้ประมาณ ๒๐ - ๓๐ คน หากมีการพัฒนาให้มีความสะอาด น้ำใส ข้างคลองประดับด้วยต้นไม้ ก็จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติได้เป็นอย่างดี

ซื้ออาหารเจ ๒ อย่าง ได้แก่ แกงเลียง และไข้พะโล้ ภรรยาถมว่าจะเดินทางกลับมาทางเดิม หรือจะเดินลัดข้ามคลองไปทางวัดบวรนิเวศ บอกว่า หากเดินทางย้อนกลับไปจะไกลกว่า และมีความเสี่ยงสูง ควรจะลัดข้ามคลองไป จะทำให้ลดระยะทางได้มากกว่า และมีความเสี่ยงในการเดินทางน้อยกว่า

ในการจะทำสิ่งใดในชีวิตประจำวัน การบริหารความเสี่ยง เราก็จะต้องนำมาใช้ประกอบในการตัดสินใจเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเสี่ยงด้านเวลา ระยะทาง การเกิดอุบัติเหตุ ด้านการเงิน ด้านความปลอดภัยและสวัสดิภาพของตนเอง

คนเราส่วนมาก หากจะพูดกันถึงความเสี่ยง จะมองในเรื่องอุบัติเหตุมากกว่า แต่ในการบริหารความเสี่ยงนั่น จะนำมาใช้ในการบริหารความเสี่ยงในเรื่องกระบวนการทำงาน การบริหารการเงิน การไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ตลอดจนการบริหารการจัดการอีกด้วย

การดำเนินชีวิตประจำวัน ชีวิตของคนเราจะมีความเสี่ยงมากมาย ตื่นเช้าขึ้นมาจะลุกจากที่นอนก็ต้องบริหารความเสี่ยงเช่นกัน ไม่ควรจะรีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจะทำให้ตกเตียงนอนได้ หรือบางคนลุกเร็วเกินจะทำให้เส้นสายผลิก ทำให้เกิดการอักเสบขึ้นได้

ตื่นข้ึนมาแล้วจะเดินไปถ่ายหนัก เบา ที่ห้องน้ำก็จะต้องบริหารความเสี่ยง หากขาดความระมัดระวัง อาจจะลื่นและหกล้มมในห้องน้ำได้ ก่อให้เกิดการบาดเจ็บ บางคนอาจถึงขั้นเป็นอัมพาตได้ โดยเฉพาะในรายที่เป็นผุ้สูงอายุ ซึ่งเราจะได้รับทราบจากข่าวทางสื่อสารบ่อย ๆ แม้แต่คนที่อยู่ใกล้เคียงกับเรามีให้เห็นอยู่บ้างเช่นกัน

การบริหารความเสี่ยง จึงควรนำมาใช้ในการดำรงชีวิตประจำวัน การปฏิบัติงาน และการบริหารจัดการชีวิตของเราเช่นกันครับ !!!








                                                 รูปภาพการเตรียมจัดงานบุญผะเหวตปี 2562