เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๙ ได้มีโอกาสเดินทางไปบรรพชาและอุสมบทที่ใต้ต้นมหาโพธิ์ พุทธคยา ประเทศอินเดีย ตามโครงการความร่วมมือระหว่างสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ และ สำนักงานอัยการสูงสุด เป็นเวลา ๑๕ วัน
ตามโครงการมีกำหนดการที่จะต้องเดินทางไปทัศนศึกษาและสักการะตามสังเวชนียสถาน ๔ แห่ง ได้แก่สถานที่ประสูติ สถานที่ตรัสรู สถานที่แสดงแสดงธรรม และสถานที่ปรินิพพาน
นอกจากนั่น ยังได้มีการนำไปทัศนศึกษาในสถานที่ที่สำคัญและเกี่ยวเนื่องกับทางพระพุทธศาสนาหลายแห่ง และสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนาหลายแห่ง
เมื่อเดินทางไปถึงแล้ว ได้เข้าไปพำนักที่วัดไทยพุทธคยา ซึ่งจะเป็นสถานที่ในการเข้าบรรพชาและอุปสมบทในครั้งนี้ ทางวัดได้จัดสถานที่ให้พักห้องละ ๑- ๓ คน
ช่วงเย็นก่อนจะมีการเดินทางไปบรรพชาสามเณรที่ใต้ต้นมหาโพธิ์ จะมีการปฐมนิเทศ แนะนำขั้นตอนต่าง ๆ และมีการมอบผ้าไตร และบาตรให้แก่นาคทั้ง ๒๖ คน
ประธานในพิธีและญาติโยมได้มีการมอบบาตร และผ้าไตรให้กับผู้จะเข้าพิธีบรรพชาและอุปสมบท โดยตอนเช้าจะเดินทางไปบรรพชาสามเณรที่ใต้ต้นโพธิ์ และตอนจะต้องเดินทางกลับมาที่วัดไทยพุทธคยา เพื่ออุปสมบท โดยจะเข้่าอุปสมบทครั้ง ๓ รูป
ช่วงเช้าได้เดินทางโดยรถบัสไปยังมหาเจดีย์พุทธคยา ซึ่งทางวัดได้จัดสถานที่บริเวณข้างนอกบริเวณมหาเจดีย์พุทธคยา โดยไ้ด้มีการเวียนรอบพระมหาเจดีย์ เสร็จแล้วไปรวกันในบริเวณพิธี เพื่อเข้าพิธีบรรพชาเป็นสามเณรก่อน
หลังจากบรรพชาเสร็จแล้ว ได้เดินทางกลับไปยังวัดไทยพุทธคยา เพื่ออุปสมบทเป็นพระภิกษุในภาคบ่ายอีกครั้งหนึ่ง
จึงเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ที่มีโอกาสได้เดินทางเข้าบรรพชาเป็นสามเณรที่ใต้ต้ยมหาโพธิ์ในครั้งนี้ สาธุ สาธุ สาธุ
วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
วันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
ทำใจ
คนเราส่วนมาก ทนได้กับคนอื่นที่มาด่า มานินทาเรา แต่ทนไม่ได้...หากคนด่าเป็นเมียของเราเอง..จะมีอาการโกรธเป็นฟื้นเป็นไฟ
ทำไมหนอ ทีคนอื่นเขาด่าเราก็ทนได้ แต่คนของเราเองด่าทำไม ถึงทนไม่ได้
เพราะเหตุกระมั่ง....ที่ทำให้ชีวิตคู่ ของหลาย ๆคู่ ต้องพังทลายลง เพราะ..ไม่ยอมกันนี่เอง
การที่คนอื่นก็ดี คนที่อยู่ใกล้เราก็ดี เขาด่าว่าเรามา...หากเราได้ฉุกคิดสักนิดว่า..คำทีด่าเรา ถูกต้องหรือไม่..เราเป็นดั่งที่เขาว่ามาหรือไม่
หากเป็นดั่งที่เขาว่ามา...เราก็นำคำด่า คำว่าดั่งกล่าวไปปรับปรุงแก้ไขตนเอง..ก็จะดีกับตนเอง
แต่หากคำที่เขาว่ามา...ไม่ถูกต้อง เราก็ไม่ต้องไปสนใจ หรือโกรธเขา ถือเสียว่า...เขาไม่เข้าใจ และไม่รู้ข้อเท็จจริงดังกล่าว หากมีโอกาสก็ควรชี้แจงเขาไปตามโอกาสและเวลาที่เหมาะสม
สาเหตุที่ชีวิตคู่ ต้องล้มสลาย ก็เพราะเราไม่ยอมนั่นเอง
ไม่ยอมรับกับ...ความจริง
ไม่ยอมรับการ...แก้ไขปรับปรุงตนเอง
ไม่ยอมแพ้... กลัวเสียหน้า
ไม่ยอมประนีประนอม... หรือพูดคุยกันให้เข้าใจกัน
ในการดำเนินชีวิตของชีวิตคู่นั่น ถ้าเราสามารถทนกับอารมณ์ที่ไม่ดีของฝ่ายตรงข้ามได้ และเข้าใจเขาก็จะสามารถอยู่กันได้ยืดยาว
หากเจอในความไม่ดีของเขา... เราก็ควรจะหาจุดที่ดีของเขามาหักล้างกัน..เอาส่วนดีเขามาพูดดีกว่า
เพราะคนเรามีทั้งส่วนดีและไม่ดี ส่วนไม่ดีเราก็ไม่ต้องพูดถึง... พยายามปรับให้เขาหากัน คิดถึงคุณความดีที่เขามีอยู่ ส่วนไม่ดีก็พยายามแก้ไขกันไป
เหนือสิ่งอื่นใด การมีความเมตตาต่อกัน ก็เป็นคุณธรรมประการหนึ่งที่จะช่วยให้ชีวิตคู่อยู่กันยาวนาน จะทำอะไร จะพูดอะไร จะคิดอะไร ก็ทำไปด้วยความเมตตา และสงสารเขา
หากเรามีความเมตตาแล้ว การที่จะทะเลาะ ทำร้าย ทุบตีกัน จะมีน้อยมาก
การที่เราทะเลาะกันแล้ว ความคิดแวบที่จะหนีไป หรือจะแก้แค้นกลับนั่น จะมีอยู่เสมอ... หากเราคิดได้ก็จะทำให้เราใจเยือกเย็นขึ้น
การทีจะหนีไป หรือการทะเลาะกลับ เพื่อเาแพ้ และชนะกัน ... ย่อมไม่เกิดผลดีทั้งสิ้น
ยามที่เรากำลังโกรธอยู่ ไม่ควรจะพูดอะไร เพราะในช่วงนั่น... สติปัญหาจะหดหาย... กำลังถูกความโกรธ ความโมโหครอบงำ ทำให้เราขาดสติปัญญา หากทำอะไรลงไป ย่อมจะเกิดเสียมากกว่าผลดี
การยอมแพ้ การอยู่เฉย ๆ การหลบออกจากสถานการณ์ดังกล่าว ก็จะทำให้เหตุการณ์ดีขึ้น
การเผชิญหน้า การไม่ยอมลดราวาศอก การยึดทิฎฐิของตนเป็นใหญ่ การเอาชนะกัน ... ไม่ช่วยให้เหตุการณ์ดีขึ้นเลย
การนิ่งสงบ การยอมสละโอกาส ที่จะเผชิญหน้า... จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
การทำใจของเราให้หยุดนิ่ง สงบ เยือกเย็น ให้กลับสภาพปกติโดยเร็ว... นั่นแหละคือทางแก้ไขปัญหา
การหนี การทะเลาะ การไม่ยอมแพ้ และการเผชิญหน้า..ย่อมนำมาซึ่งปัญหา..
ชีวิตคู่ไม่มีอะไรมากไปกว่า..การทนได้กับอารณ์ที่ไม่ดีของฝ่ายตรงข้าม..โดยการปรับปรับใจให้ยอมรับกับความจริง...
เราทนได้ ชีวิตก็จะยืนยงคงอยู่ต่อไป
หากเราทนไม่ได้ ชีวิตคู่ก็มีแต่พังทลายลง
จงทำใจ!!!!
ทำไมหนอ ทีคนอื่นเขาด่าเราก็ทนได้ แต่คนของเราเองด่าทำไม ถึงทนไม่ได้
เพราะเหตุกระมั่ง....ที่ทำให้ชีวิตคู่ ของหลาย ๆคู่ ต้องพังทลายลง เพราะ..ไม่ยอมกันนี่เอง
การที่คนอื่นก็ดี คนที่อยู่ใกล้เราก็ดี เขาด่าว่าเรามา...หากเราได้ฉุกคิดสักนิดว่า..คำทีด่าเรา ถูกต้องหรือไม่..เราเป็นดั่งที่เขาว่ามาหรือไม่
หากเป็นดั่งที่เขาว่ามา...เราก็นำคำด่า คำว่าดั่งกล่าวไปปรับปรุงแก้ไขตนเอง..ก็จะดีกับตนเอง
แต่หากคำที่เขาว่ามา...ไม่ถูกต้อง เราก็ไม่ต้องไปสนใจ หรือโกรธเขา ถือเสียว่า...เขาไม่เข้าใจ และไม่รู้ข้อเท็จจริงดังกล่าว หากมีโอกาสก็ควรชี้แจงเขาไปตามโอกาสและเวลาที่เหมาะสม
สาเหตุที่ชีวิตคู่ ต้องล้มสลาย ก็เพราะเราไม่ยอมนั่นเอง
ไม่ยอมรับกับ...ความจริง
ไม่ยอมรับการ...แก้ไขปรับปรุงตนเอง
ไม่ยอมแพ้... กลัวเสียหน้า
ไม่ยอมประนีประนอม... หรือพูดคุยกันให้เข้าใจกัน
ในการดำเนินชีวิตของชีวิตคู่นั่น ถ้าเราสามารถทนกับอารมณ์ที่ไม่ดีของฝ่ายตรงข้ามได้ และเข้าใจเขาก็จะสามารถอยู่กันได้ยืดยาว
หากเจอในความไม่ดีของเขา... เราก็ควรจะหาจุดที่ดีของเขามาหักล้างกัน..เอาส่วนดีเขามาพูดดีกว่า
เพราะคนเรามีทั้งส่วนดีและไม่ดี ส่วนไม่ดีเราก็ไม่ต้องพูดถึง... พยายามปรับให้เขาหากัน คิดถึงคุณความดีที่เขามีอยู่ ส่วนไม่ดีก็พยายามแก้ไขกันไป
เหนือสิ่งอื่นใด การมีความเมตตาต่อกัน ก็เป็นคุณธรรมประการหนึ่งที่จะช่วยให้ชีวิตคู่อยู่กันยาวนาน จะทำอะไร จะพูดอะไร จะคิดอะไร ก็ทำไปด้วยความเมตตา และสงสารเขา
หากเรามีความเมตตาแล้ว การที่จะทะเลาะ ทำร้าย ทุบตีกัน จะมีน้อยมาก
การที่เราทะเลาะกันแล้ว ความคิดแวบที่จะหนีไป หรือจะแก้แค้นกลับนั่น จะมีอยู่เสมอ... หากเราคิดได้ก็จะทำให้เราใจเยือกเย็นขึ้น
การทีจะหนีไป หรือการทะเลาะกลับ เพื่อเาแพ้ และชนะกัน ... ย่อมไม่เกิดผลดีทั้งสิ้น
ยามที่เรากำลังโกรธอยู่ ไม่ควรจะพูดอะไร เพราะในช่วงนั่น... สติปัญหาจะหดหาย... กำลังถูกความโกรธ ความโมโหครอบงำ ทำให้เราขาดสติปัญญา หากทำอะไรลงไป ย่อมจะเกิดเสียมากกว่าผลดี
การยอมแพ้ การอยู่เฉย ๆ การหลบออกจากสถานการณ์ดังกล่าว ก็จะทำให้เหตุการณ์ดีขึ้น
การเผชิญหน้า การไม่ยอมลดราวาศอก การยึดทิฎฐิของตนเป็นใหญ่ การเอาชนะกัน ... ไม่ช่วยให้เหตุการณ์ดีขึ้นเลย
การนิ่งสงบ การยอมสละโอกาส ที่จะเผชิญหน้า... จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
การทำใจของเราให้หยุดนิ่ง สงบ เยือกเย็น ให้กลับสภาพปกติโดยเร็ว... นั่นแหละคือทางแก้ไขปัญหา
การหนี การทะเลาะ การไม่ยอมแพ้ และการเผชิญหน้า..ย่อมนำมาซึ่งปัญหา..
ชีวิตคู่ไม่มีอะไรมากไปกว่า..การทนได้กับอารณ์ที่ไม่ดีของฝ่ายตรงข้าม..โดยการปรับปรับใจให้ยอมรับกับความจริง...
เราทนได้ ชีวิตก็จะยืนยงคงอยู่ต่อไป
หากเราทนไม่ได้ ชีวิตคู่ก็มีแต่พังทลายลง
จงทำใจ!!!!
จะไปไหน
"...ตายแล้วจะไปไหน .." คำถามนี้่ยังก้องอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ ทำให้พยายามหาคำตอบ แต่ก็ไม่สามารถจะบอกตนเองได้ว่า..ตายแล้วเราจะไปไหน
เมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๙ หลังจากได้เดินทางไปปฏิบัติธรรมนอกสถานที่ตามโครงการปฏิบัติธรรมของท่านพระอาจารย์มหาใจ เขมจิตโต ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม ซึ่งได้นำญาติโยมไปปฏิบัติธรรมนอกสถานที่ ณ แคมป์สน อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์
ช่วงเดินทางกลับ พระอาจารย์ได้นำญาติโยม ไปกราบสักการะ... หลวงพ่อสมกิจ จรณธัมโม ...ที่สำนักสมุนไพร บ้านนายม อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ ตามปกติแล้วท่าจะไม่รับแขก ยกเว้นแต่มีผู้ที่สนิทสนมกันเท่านนั่น ถึงจะมีโอกาสได้เข้าพบท่าน เนื่องจากอยู่ในช่วงที่ท่านอาพาธ และรักษาตัว
หลวงพ่อสมกิจ จรณธัมโม
การไปครั้งนี้ ได้รับความเมตตาจากพระคุณเจ้าที่อยู่ที่แคมป์สน ท่านให้ความเมตตา และนำพาไปกราบไหว้ และโอวาท เนื่องในโอกาสได้มาปฏิบัติธรรมในครั้งนี้
สำนักสมุนไพร บ้านนายม จะตั้งอยู่ด้านขวามือ ก่อนจะถึงสามแยกเข้าสู่เมืองเพชรบูรณ์ ขับรถไปตามเส้นทางในหมู่บ้าน สถานที่จะตั้งอยู่ใกล้กับทุงนา โดยรอบล้อมจะเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ เงียบสงบ หากไม่เคยไปก็จะหายากหน่อย
ในการเข้ากราบในครั้งนี้ ปรากฎว่าสุขภาพของท่านดีขึ้นมากแล้ว ท่านจะอยู่ในศาลามีญาติโยมเฝ้าดูแลอย่างดี ห้ามมิใครคนเข้าไปรบกวนท่าน นั่งสักระยะหนึ่งท่านก็ลงมาพบ มีการทักทายกับพระคุณเจ้าที่นำพามา
หลวงพ่อสมกิจ จรณธัมโม ท่านเคยมรณภาพมาแล้ว และได้ฟื้นคืนมา ๓ ครั้งแล้ว ท่านสามารถหาอ่านประวัติได้ตามสื่อต่าง ๆ และท่านได้ให้ข้อคิดกับญาติโยมไว้ ๔ ประการ โดยฝากให้พวกเรานำไปคิดพิจารณาและหาคำตอบให้ได้ว่า..
๑. เรามาจากไหน
๒. เราเกิดมาเพื่ออะไร
๓. เราตายแล้วจะไปที่ไหน
๔. เราตายแล้ว จะเอาอะไรไปได้บ้าง..
ขอให้ทุกคนได้นำไปพิจารณา และหาคำตอบให้ตัวเอง...
ในวันนั่นมีญาติโยมได้ขอให้ท่านได้อธิฐานจิต และให้พรในโอกาสที่ได้เข้ากราบสักการะ และร่วมทำบุญกับท่านในการก่อสร้างถาวรวัตถุต่าง ๆ
วันนั่น ได้มีญาติโยมนำอาหารมาถวายเพลด้วย และกลุ่มพวกเราก็ได้จัดภัตตาหารมาร่วมถวายด้วย และหลังจากท่านฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว ญาติโยมก็ได้ร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน
นับว่าเป็นโอกาสอันดี และเป็นสิริมงคลที่มีโอกาสได้มากราบสักการะและรับพรจากท่าน เพราะโอกาสที่จะได้เข้าพบท่าน นับว่าเป็นเรื่องยากมาก ๆ
ก็ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่าน และลองนำปัญหาทั้ง ๔ ประการ ไปหาคำตอบ และรีบเร่งปฏิบัีติธรรมกัน แม้หลวงพ่อสมกิจฯเอง ท่านก็ยังนั่งปฏิบัติธรรมตลอดเวลาครับ !!!
เมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๙ หลังจากได้เดินทางไปปฏิบัติธรรมนอกสถานที่ตามโครงการปฏิบัติธรรมของท่านพระอาจารย์มหาใจ เขมจิตโต ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม ซึ่งได้นำญาติโยมไปปฏิบัติธรรมนอกสถานที่ ณ แคมป์สน อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์
ช่วงเดินทางกลับ พระอาจารย์ได้นำญาติโยม ไปกราบสักการะ... หลวงพ่อสมกิจ จรณธัมโม ...ที่สำนักสมุนไพร บ้านนายม อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ ตามปกติแล้วท่าจะไม่รับแขก ยกเว้นแต่มีผู้ที่สนิทสนมกันเท่านนั่น ถึงจะมีโอกาสได้เข้าพบท่าน เนื่องจากอยู่ในช่วงที่ท่านอาพาธ และรักษาตัว
หลวงพ่อสมกิจ จรณธัมโม
การไปครั้งนี้ ได้รับความเมตตาจากพระคุณเจ้าที่อยู่ที่แคมป์สน ท่านให้ความเมตตา และนำพาไปกราบไหว้ และโอวาท เนื่องในโอกาสได้มาปฏิบัติธรรมในครั้งนี้
สำนักสมุนไพร บ้านนายม จะตั้งอยู่ด้านขวามือ ก่อนจะถึงสามแยกเข้าสู่เมืองเพชรบูรณ์ ขับรถไปตามเส้นทางในหมู่บ้าน สถานที่จะตั้งอยู่ใกล้กับทุงนา โดยรอบล้อมจะเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ เงียบสงบ หากไม่เคยไปก็จะหายากหน่อย
ในการเข้ากราบในครั้งนี้ ปรากฎว่าสุขภาพของท่านดีขึ้นมากแล้ว ท่านจะอยู่ในศาลามีญาติโยมเฝ้าดูแลอย่างดี ห้ามมิใครคนเข้าไปรบกวนท่าน นั่งสักระยะหนึ่งท่านก็ลงมาพบ มีการทักทายกับพระคุณเจ้าที่นำพามา
หลวงพ่อสมกิจ จรณธัมโม ท่านเคยมรณภาพมาแล้ว และได้ฟื้นคืนมา ๓ ครั้งแล้ว ท่านสามารถหาอ่านประวัติได้ตามสื่อต่าง ๆ และท่านได้ให้ข้อคิดกับญาติโยมไว้ ๔ ประการ โดยฝากให้พวกเรานำไปคิดพิจารณาและหาคำตอบให้ได้ว่า..
๑. เรามาจากไหน
๒. เราเกิดมาเพื่ออะไร
๓. เราตายแล้วจะไปที่ไหน
๔. เราตายแล้ว จะเอาอะไรไปได้บ้าง..
ขอให้ทุกคนได้นำไปพิจารณา และหาคำตอบให้ตัวเอง...
ในวันนั่นมีญาติโยมได้ขอให้ท่านได้อธิฐานจิต และให้พรในโอกาสที่ได้เข้ากราบสักการะ และร่วมทำบุญกับท่านในการก่อสร้างถาวรวัตถุต่าง ๆ
วันนั่น ได้มีญาติโยมนำอาหารมาถวายเพลด้วย และกลุ่มพวกเราก็ได้จัดภัตตาหารมาร่วมถวายด้วย และหลังจากท่านฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว ญาติโยมก็ได้ร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน
นับว่าเป็นโอกาสอันดี และเป็นสิริมงคลที่มีโอกาสได้มากราบสักการะและรับพรจากท่าน เพราะโอกาสที่จะได้เข้าพบท่าน นับว่าเป็นเรื่องยากมาก ๆ
ก็ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่าน และลองนำปัญหาทั้ง ๔ ประการ ไปหาคำตอบ และรีบเร่งปฏิบัีติธรรมกัน แม้หลวงพ่อสมกิจฯเอง ท่านก็ยังนั่งปฏิบัติธรรมตลอดเวลาครับ !!!
ชีวิตเราเหมือนไก่
มีเพื่อนส่งข้อความทางไลน์มาให้ เป็นคำสอนหลวงพ่อชา อ่านแล้วได้คติเตือนใจดี หากได้นำมาเผยแพร่ ก็จะได้บุญกุศล จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ และขอขอบพระคุณเจ้าของบทความที่นำมาออกเผยแพร่ให้ได้อ่าน มีใจความดังนี้
"บางคนเกิดมามีชีวิตเหมือนไก่ตัวหนึ่งเท่านั้น...
ไก่เกิดมาโตขึ้น มีลูก พาลูกๆ คุ้ยเขี่ยหากินไปตามเรื่องตามราว ตกเย็นนอน เช้ามาก็กระโจนลงดิน ร้องกุ๊กๆออกหากินไป ตอนเย็นก็กลับมานอนอีก
วันๆหนึ่งทำอยู่เท่านี้ ถ้ามนุษย์ใช้ชีวิตแบบนี้ ชีวิตจะมีประโยชน์อะไรไหม? ....
ไม่มีประโยชน์...
ก็เหมือนกับสัตว์ที่ไม่มีปัญญาเท่านั้นเอง
คนเลี้ยงไก่ เค้าจับมันยกขึ้นดูทุกวัน เอาอาหารให้กินเรื่อยๆ ไก่ก็นึกว่าเขารักเรา แต่เจ้าของ...เขาคิดว่า...นี่มันหนักเท่าไหร่แล้ว...พอจะเอาไปขายได้หรือยัง
เจ้าไก่ไม่รู้เรื่อง พอสอง-สามเดือนต่อมา...เอาแล้ว...เค้าออกไปตลาดแล้ว
คนเราอยู่กันทุกวันนี้ก็คล้ายๆอย่างนั้น
ไม่ค่อยได้นึกถึงอันตรายของชีวิต
เพราะมัวแต่หลง...ไม่รู้เรื่องชีวิตตัวเอง จึงเหมือนกับไก่ในเข่งที่เขากำลังเอาไปขาย เค้ายกขึ้นรถก็ยังขันโอ๊กๆสนุกสนาน
ไปถึงที่แล้วเค้าจับถอนขน
ก็นึกว่าเค้าทำความสะอาดให้
มันโง่ขนาดนั้น
พอมีดเชือดเข้าไป
โอ้! มันตายนี่นะ
ไม่เห็นชีวิตตัวเอง ไม่รู้จักแก้ไข
จึงตายไปโดยไม่มีประโยชน์
เราทุกคนก็เหมือนกัน
ไม่รู้จักพอ
ดิ้นรนไปทุกสิ่งทุกอย่าง
ดิ้นรนในการทำมาหากิน
หาชื่อเสียงเกียรติยศ
แต่หาในทางที่ชอบก็ยังดีนะ
บางคนดิ้นรนไปอิจฉาพยาบาทเขา...มันไม่ค่อยดี"
"บางคนมีความเข้าใจว่า ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม แล้วจะมีประโยชน์อะไร
มัวแต่ถือศีล ถือธรรม
ก็ไม่ต้องทำมาหากินกัน
นี่คิดผิดมาก
เพราะธรรมะจริงๆ ก็คือเรื่องของความถูกต้อง มันรวมเรื่องถูกต้องของชีวิตเราไว้ทั้งหมด
จะหากินอย่างไร?
จะเก็บรักษายังไง?
คบหากับคนอื่นอย่างไร?
ดำเนินชีวิตอย่างไรจึงจะไม่เป็นทุกข์?......
นี่เรื่องของธรรมะ...
ทำไมจะไม่มีประโยชน์"
จากหนังสือ
"หลวงพ่อชาคุยกับลูกหลาน"
น้อมถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา อาจาริยบูชา
และน้อมถวายเป็นพระราชกุศลฯ
เพจ สัมมาปฏิบัติ
18/10/61
"บางคนเกิดมามีชีวิตเหมือนไก่ตัวหนึ่งเท่านั้น...
ไก่เกิดมาโตขึ้น มีลูก พาลูกๆ คุ้ยเขี่ยหากินไปตามเรื่องตามราว ตกเย็นนอน เช้ามาก็กระโจนลงดิน ร้องกุ๊กๆออกหากินไป ตอนเย็นก็กลับมานอนอีก
วันๆหนึ่งทำอยู่เท่านี้ ถ้ามนุษย์ใช้ชีวิตแบบนี้ ชีวิตจะมีประโยชน์อะไรไหม? ....
ไม่มีประโยชน์...
ก็เหมือนกับสัตว์ที่ไม่มีปัญญาเท่านั้นเอง
คนเลี้ยงไก่ เค้าจับมันยกขึ้นดูทุกวัน เอาอาหารให้กินเรื่อยๆ ไก่ก็นึกว่าเขารักเรา แต่เจ้าของ...เขาคิดว่า...นี่มันหนักเท่าไหร่แล้ว...พอจะเอาไปขายได้หรือยัง
เจ้าไก่ไม่รู้เรื่อง พอสอง-สามเดือนต่อมา...เอาแล้ว...เค้าออกไปตลาดแล้ว
คนเราอยู่กันทุกวันนี้ก็คล้ายๆอย่างนั้น
ไม่ค่อยได้นึกถึงอันตรายของชีวิต
เพราะมัวแต่หลง...ไม่รู้เรื่องชีวิตตัวเอง จึงเหมือนกับไก่ในเข่งที่เขากำลังเอาไปขาย เค้ายกขึ้นรถก็ยังขันโอ๊กๆสนุกสนาน
ไปถึงที่แล้วเค้าจับถอนขน
ก็นึกว่าเค้าทำความสะอาดให้
มันโง่ขนาดนั้น
พอมีดเชือดเข้าไป
โอ้! มันตายนี่นะ
ไม่เห็นชีวิตตัวเอง ไม่รู้จักแก้ไข
จึงตายไปโดยไม่มีประโยชน์
เราทุกคนก็เหมือนกัน
ไม่รู้จักพอ
ดิ้นรนไปทุกสิ่งทุกอย่าง
ดิ้นรนในการทำมาหากิน
หาชื่อเสียงเกียรติยศ
แต่หาในทางที่ชอบก็ยังดีนะ
บางคนดิ้นรนไปอิจฉาพยาบาทเขา...มันไม่ค่อยดี"
"บางคนมีความเข้าใจว่า ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม แล้วจะมีประโยชน์อะไร
มัวแต่ถือศีล ถือธรรม
ก็ไม่ต้องทำมาหากินกัน
นี่คิดผิดมาก
เพราะธรรมะจริงๆ ก็คือเรื่องของความถูกต้อง มันรวมเรื่องถูกต้องของชีวิตเราไว้ทั้งหมด
จะหากินอย่างไร?
จะเก็บรักษายังไง?
คบหากับคนอื่นอย่างไร?
ดำเนินชีวิตอย่างไรจึงจะไม่เป็นทุกข์?......
นี่เรื่องของธรรมะ...
ทำไมจะไม่มีประโยชน์"
จากหนังสือ
"หลวงพ่อชาคุยกับลูกหลาน"
น้อมถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา อาจาริยบูชา
และน้อมถวายเป็นพระราชกุศลฯ
เพจ สัมมาปฏิบัติ
18/10/61
วันพฤหัสบดีที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
การปลุกพระ
บางคนมีปัญหาสงสัยว่า...พระพุทธคุณในวัตถุมงคลมีจริงหรือไม่?
ก็อยากจะเล่าประสบการณ์ของผู้เขียนในช่วงที่ได้เข้าไปบรรพชาเป็นสามเณร ที่หมู่บ้านเกิด และได้ใช้ชีวิตในเพศบรรพชิตอยู่ระยะหนึ่ง
ถ่ายภาพขณะลอยกระทงที่แม่น้ำคงคา เมืองพาราณสี อินเดีย
ชีวิตในร่มกาสาวพัตร เป็นที่ชีวิืตที่สงบ เรียบง่าย และอยู่ในกฎระเบียบ ตื่นเช้ามาก็ต้องทำวัตรเช้า เสร็จแล้วก็ออกบิณฑบาตรตามสายที่กำหนดไว้ ตกเย็นมาก็ทำวัตรเย็น เสร็จแล้ว ต้องนั่งท่องบทสวดมนต์ หรือท่องหนังสือที่ต้องเข้าเรียน ช่วงว่างๆ ก็จะมีการฝึกการปลุกพระกัน
ผู้เขียนได้เข้าบรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุได้ ๑๒ ปี โดยเรียบจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ หลังจบแล้ว ก็ไม่มีเงินทุนที่จะไปเรียนในชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ กับคนอื่นเขา เพราะแถวหมู่บ้านจะเรียนจบสูงสุดก็แค่ชั้น ป.๔ หากอยากจะเรียนให้สูงกว่านั่น จะต้องเดินทางไปเรียนที่ตัวอำเภอรัตนบุรี หรือ ที่โรงเรียนบ้านธาตุ ตำบลธาตุ ซึ่งเป็นตำบลที่ไกลจากที่อยู่ประมาณ ๑๐ กิโลเมตร ต้องเดินไปเรียนอย่างเดียว หากรถราไปยาก
สมเด็จหลวงปู่ศรี มหาวีโร
หลังจากเรียนจบป.๔ แล้ว มีหน้าที่จะต้องช่วยเหลือพ่อแม่ในการทำนา และเลี้ยงควาย กิจวัตรประจำวันตื่นเช้ามาจะต้องนำควายออกไปเลี้ยงกลางทุ่ง ยามว่าง ๆ ก็ชวนกันเล่นสนุก ๆ ตามประสาเด็ก และออกหานก กบ เขียด เพื่อนำมาเป็นอาหารเย็นในแต่ละวัน ตกเย็นมาก็นำควายกลับบ้าน ทานข้าวเสร็จก็นอนพักผ่อน ตื่นเช้ามาก็นำควายออกไปเลี่ยง นี่คือ..วงจรชีวิตของเด็กตามชนบท...
สมัยแต่ก่อนไม่มีโทรทัศน์ ผัดลม จะมีก็เพียงวิทยุเท่านั่น ซึ่งในหมู่บ้านหนึ่งอาจจะมีเพียงเครื่องเดียวหรือสองเครื่องเท่านั่น แถวบ้านจะมีบ้านของญาติมีวิทยุธานินทร์จำนวน ๑ เครื่อง จะเปิดฟังข่าว ฟังเพลง หมอลำเรื่อง และละครทางเท่านั่น
มีอยู่วันหนึ่ง กำลังเลี้่ยงควายอยู่ พี่สาวคนหนึ่งซึ่งเป็นญาติได้มาหาที่กลางทุ่ง บอกว่า...กลับไปบ้านด่วน... หลวงตาให้ไปบวชเณร ต้องรีบไปอาบน้ำโกนผม จึงได้รีบกลับในวันนั่นทัน พอไปถึงบ้าน หลวงตาก็ให้โกนหัว อาบน้ำ ทานข้าวแล้วพาไปบรรพชาเป็ยสามเณรที่...วัดชัยศรีสะอาด บ้านดอนแรด โดยมีเจ้าอธิการบุญนาค ธัมมทินโน เป็นพระอุปัชฌาย์ และในการบวชครั้งนั้น มีเพื่อนร่วมบรรพชาด้วยกันจำนวน ๑ คน ซึ่งมีอายุมากกว่าหลายปี
หลังจากบรรพชาเป็นสามเณรแล้ว หลวงพ่อซึ่งเป็นพ่อของเราเอง ได้พาไปพำนักที่วัดบ้านม่วง ตำบลโดด อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อฝึกท่องบทสวดมนต์ และเรียนรู้วัตรปฏิบัติของการดำรงเพศเป็นสามเณร
เมื่อครบ ๖ เดือนแล้ว หลวงพ่อได้นำมาฝากเข้าเรียนที่สำนักเรียนวัดชัยศรีสะอาด บ้านดอนแรด โดยมีเจ้าอธิการบุญนาค ธัมทินโน เป็นเจ้าอาวาส และเจ้าสำนักเรียน
ในช่วงที่เรียนหนังสืออยู่ที่วัดชัยศรีสะอาด หลวงพ่อพระอุปัชฌาย์ จะเคร่งครัดมาก นอนเวลาประมาณ ๔ ทุ่ม หลังจากทำวัตรเย็นเสร็จจะต้องไล่ลงจากกุฎี ให้ลงไปที่บริเวณวัด เพื่อท่องบทสวดมนต์ ดังนั้น ทุกเย็นจะเห็นพระภิกษู สามเณร นั่งตามโคนต้นไม้ พร้อมด้วยเทียน หรือตะเกียงสมัยเก่า ท่องบทสวดมนต์กันเสียงระงม เปรียบดั่งเสียงกบ เวลาฝนจะตกนั่นแหละ
หลังจากนั่งสวดมนต์ เหนื่อยแล้ว ก็จะนัดไปนั่งคุยกัน หากหลวงพ่อลงมาพบ ก็จะถูกลงโทษตามสภาพของความผิด มีเพื่อนโดนบ่อย ๆ ชอบโดดหนีไปนั่งคุยกัน ขี้เกียจท่องยทสวดมนต์ ตามประสาเด็กๆ
มีเรื่องหนึ่งที่พวกเราสามเณรชอบไปทำกิจกรรมกันคือ...การนั่งปลุกพระ... จะมีรุ่นพี่สอนให้เรียนรู้ในการปลุกพระ โดยนำวัตถุมงคลมากำไว้ในมือ แล้วนั่งหลับตา บริกรรมคาถาที่รุ่นพี่ให้มา หากวัตถุมงคลใดมีพระพุทธคุณ ออกจะออกอาการมือและตัวสั่น ตามระดับความรุนแรงของพุทธคุณที่เกิดจากวัตถุมงคลดังกล่าว
การปลุกพระ ไม่ใช่ว่าจะเกิดได้กับทุก ๆ คน ขึ้นอยู่กับระดับสมาธิที่ฝึกมา บางคนนั่งบริกรรมคาถาเป็นเวลานานมาก แต่ก็ไม่ปรากฎผลสำเร็จ และไม่มีอาการให้เห็น
หากบุคคลใดมีจิตเข้าสมาธิได้ไว ก็จะเห็นผลได้ไว และขณะเดียวกัน ก็อยู่กับสภาพแวดล้อมด้วย หากมีเสียงรบกวนก็จะผลต่อการปลุกพระเช่นเดียวกัน
พวกเราจึงนิยม ชอบมานั่งปลุกพระกันในช่วงดึก ๆ ก่อนจะขึ้นไปจำวัด เพราะช่วงนั่นจะเงียบสงบ ทำให้การนั่งบริกรรมจิตเข้าสมาธิได้ไว
การนั่งปลุกพระ จะต้องมีเพื่อนมานั่งอยู่ด้วย เพื่อป้องกันเกิดอันตราย เพราะสภาพจิตของแต่ละคนจะมีไม่เหมือนกัน หากจิตใจไม่เข็มแข็ง อาจจะมีวิญญาณเข้าแทรกได้
เมื่อมีอาการตัวสั่นแล้ว หากต้องการให้อาการสงบ เพื่อนที่อยู่ด้วยจะต้องเข้าจับตัวไว้และปลุกให้้ออกจากสมาธิ เมื่อจิตละจากสมาธืแล้ว อาการดังกล่าวก็จะกลับเข้าสู่สภาพเดิม
การปลุกพระ จึงวิธีการอย่างหนึ่ง เพื่อเป็นการตรวจพิสูจน์ที่มีความแน่นอนว่าวัตถุมงคลดังกล่าว เป็นพระที่แท้จริง มิใช่องค์ปลอม หากเป็นวัตถุมงคลที่ทำปลอมมาก็จะไม่มีพุทธคุณปรากฎในองค์พระดังกล่าว
บางท่านอาจจะบอกว่า...ทำปลอมมาแล้วนำไปให้พระเกจิท่านอื่น อธิษฐานจิตใหม่ก็เป็นได้...
ความเห็นนี้ ก็จะเป็นไปได้สูงเช่นกัน เพราะบางท่านอาจจะทำปลอมมา แล้วนำเอาวัตถุมงคลดังกล่าวไปร่วมในพิธีใดพิธีหนึ่งก็ได้ หรือบาทีอาจจะจนำไปให้พระเกจิท่านใดท่านหนึ่งอธิษฐานจิตก็ได้เช่นกัน
แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะนำไปให้เกิจิอื่น ๆ อธิษฐานจิต หรือนำเข้าไปในพิธีปลุกเสกอื่น ก็ถือว่าวัตถุมงคลดังกล่าวมีพุทธคุณอยู่แล้ว จึงทำให้เรามีความเชื่อและศรัทธาในวัตถุมงคลดังกล่าว
ความเชื่อและศรัทธาดังกล่าวคือ...ความศักดิื์สิทธิ์ของวัตถุมงคลครับ!!!
ก็อยากจะเล่าประสบการณ์ของผู้เขียนในช่วงที่ได้เข้าไปบรรพชาเป็นสามเณร ที่หมู่บ้านเกิด และได้ใช้ชีวิตในเพศบรรพชิตอยู่ระยะหนึ่ง
ถ่ายภาพขณะลอยกระทงที่แม่น้ำคงคา เมืองพาราณสี อินเดีย
ชีวิตในร่มกาสาวพัตร เป็นที่ชีวิืตที่สงบ เรียบง่าย และอยู่ในกฎระเบียบ ตื่นเช้ามาก็ต้องทำวัตรเช้า เสร็จแล้วก็ออกบิณฑบาตรตามสายที่กำหนดไว้ ตกเย็นมาก็ทำวัตรเย็น เสร็จแล้ว ต้องนั่งท่องบทสวดมนต์ หรือท่องหนังสือที่ต้องเข้าเรียน ช่วงว่างๆ ก็จะมีการฝึกการปลุกพระกัน
ผู้เขียนได้เข้าบรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุได้ ๑๒ ปี โดยเรียบจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ หลังจบแล้ว ก็ไม่มีเงินทุนที่จะไปเรียนในชั้นประถมศึกษาปีที่ ๕ กับคนอื่นเขา เพราะแถวหมู่บ้านจะเรียนจบสูงสุดก็แค่ชั้น ป.๔ หากอยากจะเรียนให้สูงกว่านั่น จะต้องเดินทางไปเรียนที่ตัวอำเภอรัตนบุรี หรือ ที่โรงเรียนบ้านธาตุ ตำบลธาตุ ซึ่งเป็นตำบลที่ไกลจากที่อยู่ประมาณ ๑๐ กิโลเมตร ต้องเดินไปเรียนอย่างเดียว หากรถราไปยาก
หลังจากเรียนจบป.๔ แล้ว มีหน้าที่จะต้องช่วยเหลือพ่อแม่ในการทำนา และเลี้ยงควาย กิจวัตรประจำวันตื่นเช้ามาจะต้องนำควายออกไปเลี้ยงกลางทุ่ง ยามว่าง ๆ ก็ชวนกันเล่นสนุก ๆ ตามประสาเด็ก และออกหานก กบ เขียด เพื่อนำมาเป็นอาหารเย็นในแต่ละวัน ตกเย็นมาก็นำควายกลับบ้าน ทานข้าวเสร็จก็นอนพักผ่อน ตื่นเช้ามาก็นำควายออกไปเลี่ยง นี่คือ..วงจรชีวิตของเด็กตามชนบท...
สมัยแต่ก่อนไม่มีโทรทัศน์ ผัดลม จะมีก็เพียงวิทยุเท่านั่น ซึ่งในหมู่บ้านหนึ่งอาจจะมีเพียงเครื่องเดียวหรือสองเครื่องเท่านั่น แถวบ้านจะมีบ้านของญาติมีวิทยุธานินทร์จำนวน ๑ เครื่อง จะเปิดฟังข่าว ฟังเพลง หมอลำเรื่อง และละครทางเท่านั่น
มีอยู่วันหนึ่ง กำลังเลี้่ยงควายอยู่ พี่สาวคนหนึ่งซึ่งเป็นญาติได้มาหาที่กลางทุ่ง บอกว่า...กลับไปบ้านด่วน... หลวงตาให้ไปบวชเณร ต้องรีบไปอาบน้ำโกนผม จึงได้รีบกลับในวันนั่นทัน พอไปถึงบ้าน หลวงตาก็ให้โกนหัว อาบน้ำ ทานข้าวแล้วพาไปบรรพชาเป็ยสามเณรที่...วัดชัยศรีสะอาด บ้านดอนแรด โดยมีเจ้าอธิการบุญนาค ธัมมทินโน เป็นพระอุปัชฌาย์ และในการบวชครั้งนั้น มีเพื่อนร่วมบรรพชาด้วยกันจำนวน ๑ คน ซึ่งมีอายุมากกว่าหลายปี
หลังจากบรรพชาเป็นสามเณรแล้ว หลวงพ่อซึ่งเป็นพ่อของเราเอง ได้พาไปพำนักที่วัดบ้านม่วง ตำบลโดด อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อฝึกท่องบทสวดมนต์ และเรียนรู้วัตรปฏิบัติของการดำรงเพศเป็นสามเณร
เมื่อครบ ๖ เดือนแล้ว หลวงพ่อได้นำมาฝากเข้าเรียนที่สำนักเรียนวัดชัยศรีสะอาด บ้านดอนแรด โดยมีเจ้าอธิการบุญนาค ธัมทินโน เป็นเจ้าอาวาส และเจ้าสำนักเรียน
ในช่วงที่เรียนหนังสืออยู่ที่วัดชัยศรีสะอาด หลวงพ่อพระอุปัชฌาย์ จะเคร่งครัดมาก นอนเวลาประมาณ ๔ ทุ่ม หลังจากทำวัตรเย็นเสร็จจะต้องไล่ลงจากกุฎี ให้ลงไปที่บริเวณวัด เพื่อท่องบทสวดมนต์ ดังนั้น ทุกเย็นจะเห็นพระภิกษู สามเณร นั่งตามโคนต้นไม้ พร้อมด้วยเทียน หรือตะเกียงสมัยเก่า ท่องบทสวดมนต์กันเสียงระงม เปรียบดั่งเสียงกบ เวลาฝนจะตกนั่นแหละ
หลังจากนั่งสวดมนต์ เหนื่อยแล้ว ก็จะนัดไปนั่งคุยกัน หากหลวงพ่อลงมาพบ ก็จะถูกลงโทษตามสภาพของความผิด มีเพื่อนโดนบ่อย ๆ ชอบโดดหนีไปนั่งคุยกัน ขี้เกียจท่องยทสวดมนต์ ตามประสาเด็กๆ
มีเรื่องหนึ่งที่พวกเราสามเณรชอบไปทำกิจกรรมกันคือ...การนั่งปลุกพระ... จะมีรุ่นพี่สอนให้เรียนรู้ในการปลุกพระ โดยนำวัตถุมงคลมากำไว้ในมือ แล้วนั่งหลับตา บริกรรมคาถาที่รุ่นพี่ให้มา หากวัตถุมงคลใดมีพระพุทธคุณ ออกจะออกอาการมือและตัวสั่น ตามระดับความรุนแรงของพุทธคุณที่เกิดจากวัตถุมงคลดังกล่าว
การปลุกพระ ไม่ใช่ว่าจะเกิดได้กับทุก ๆ คน ขึ้นอยู่กับระดับสมาธิที่ฝึกมา บางคนนั่งบริกรรมคาถาเป็นเวลานานมาก แต่ก็ไม่ปรากฎผลสำเร็จ และไม่มีอาการให้เห็น
หากบุคคลใดมีจิตเข้าสมาธิได้ไว ก็จะเห็นผลได้ไว และขณะเดียวกัน ก็อยู่กับสภาพแวดล้อมด้วย หากมีเสียงรบกวนก็จะผลต่อการปลุกพระเช่นเดียวกัน
พวกเราจึงนิยม ชอบมานั่งปลุกพระกันในช่วงดึก ๆ ก่อนจะขึ้นไปจำวัด เพราะช่วงนั่นจะเงียบสงบ ทำให้การนั่งบริกรรมจิตเข้าสมาธิได้ไว
การนั่งปลุกพระ จะต้องมีเพื่อนมานั่งอยู่ด้วย เพื่อป้องกันเกิดอันตราย เพราะสภาพจิตของแต่ละคนจะมีไม่เหมือนกัน หากจิตใจไม่เข็มแข็ง อาจจะมีวิญญาณเข้าแทรกได้
เมื่อมีอาการตัวสั่นแล้ว หากต้องการให้อาการสงบ เพื่อนที่อยู่ด้วยจะต้องเข้าจับตัวไว้และปลุกให้้ออกจากสมาธิ เมื่อจิตละจากสมาธืแล้ว อาการดังกล่าวก็จะกลับเข้าสู่สภาพเดิม
การปลุกพระ จึงวิธีการอย่างหนึ่ง เพื่อเป็นการตรวจพิสูจน์ที่มีความแน่นอนว่าวัตถุมงคลดังกล่าว เป็นพระที่แท้จริง มิใช่องค์ปลอม หากเป็นวัตถุมงคลที่ทำปลอมมาก็จะไม่มีพุทธคุณปรากฎในองค์พระดังกล่าว
บางท่านอาจจะบอกว่า...ทำปลอมมาแล้วนำไปให้พระเกจิท่านอื่น อธิษฐานจิตใหม่ก็เป็นได้...
ความเห็นนี้ ก็จะเป็นไปได้สูงเช่นกัน เพราะบางท่านอาจจะทำปลอมมา แล้วนำเอาวัตถุมงคลดังกล่าวไปร่วมในพิธีใดพิธีหนึ่งก็ได้ หรือบาทีอาจจะจนำไปให้พระเกจิท่านใดท่านหนึ่งอธิษฐานจิตก็ได้เช่นกัน
แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะนำไปให้เกิจิอื่น ๆ อธิษฐานจิต หรือนำเข้าไปในพิธีปลุกเสกอื่น ก็ถือว่าวัตถุมงคลดังกล่าวมีพุทธคุณอยู่แล้ว จึงทำให้เรามีความเชื่อและศรัทธาในวัตถุมงคลดังกล่าว
ความเชื่อและศรัทธาดังกล่าวคือ...ความศักดิื์สิทธิ์ของวัตถุมงคลครับ!!!
วันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บุญข้าวจี๋
เมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ ชมรมชาวอีสานล้านช้าง ได้ร่วมกันจัดพิธีทำบุญข้าวจี๋ ประเพณีบุญเดือนสามของชาวอีสาน เพื่อเป็นการสืบสานประเพณีให้ยั่งยืนสืบไป ณ คณะ ๑๔ วัดชนะสงคราม กรุงเทพมหานคร
ญาติธรรมชาวอีสานได้มาร่วมกันจัดทำภัตตาหาร ร่วมกันจี๋ข้าวจี๋ เพื่อนำถวายพระภิกษูสงฆ์ บางท่านก็เตรียมจัดทำมาจากบ้าน บางท่านก็มาร่วมกันทำที่วัด ตามแต่สะดวกของแต่ละคน
ผู้เขียนตื่นตั้งแต่เช้า ภรรยาและลูกสาวบอกให้ไปติดตั้งเตาถ่านตั้งแต่หกโมงเช้า ส่วนภรรยายได้นึ่งข้าวเหนียว เสร็จแล้วให้ลูกสาวและเพื่อนมานั่งจี๋ข้าวจี๋บนเตาถ่าน หน้าบ้านพัก ด้วยความสนุกสนาน ดูมีความสุข และสนุกสนากัน บรรยากาศเช่นนี้หาดูได้ยาก ทำให้เขาได้ซึมซับกับประเพณีของชาวอีสานแต่โบราณมา
พิธีก็จะเริ่มด้วยการจัดภัตตาหารถวายพระสงฆ์ ถวายข้าวพระพุทธและพระอุปคุต เมื่อเสร็จแล้ว ก็จะเชิญประธานในพิธีจุดธุปเทียนบูชาพระรัตรนตรัย กล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย อาราธนาศีล ประสงฆ๋ให้ศีล พระสงฆ์ก็จะสวดมนต์ เสร็จแล้วประธานสงฆ์กล่าวสัมโมทนียกถา กล่าวคำถวายภัตตาหาร พระกล่าวคำอนุโมทนา เป็นอันเสร็จพิธี
หลังจากนั้น ชมรมชาวอีสานล้านช้าง ก็รับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน และในวันนี้ ช่วงที่พระสงฆ์ฉันภัตตาหารเพล ชาวอีสานล้านช้าง ได้ร่วมกันสวดมนต์บทพระปริตร เพื่อเป็นสิริมงคลให้กับตนเอง และครอบครัว พร้อมยังเป็นการอุทิศผลบุญให้กับบิดามารดา ปู่ย่า ตายาย ที่ล่วงลับไปแล้ว และเจ้ากรรมนายเวรในครั้งนี้
ประวัติบุญข้าวจี๋
ทำบุญข้าวจี่ วันเพ็ญเดือน 3 เป็นวันมาฆบูชา รุ่งขึ้นวันแรม 1 ค่ำก็ถวายข้าวจี่ เรียกว่าวันทำบุญเนื่องในวันมาฆบูชานั่นเอง
ข้าวจี่คือเอาข้าวเหนียวปั้นเป็นก้อนเอาไม้เสียบย่างไฟเหมือนไก่ย่าง เมื่อข้าวสุกเกรียมแล้วก็เอาไข่ซึ่งตีไว้แล้วทาแล้วย่างซ้ำอีกกลายเป็นไข่เคลือบข้าวเหนียว เสร็จแล้วถอดไม้ออกแล้วเอาน้ำอ้อยหรือน้ำตาลที่เป็นก้อนยัดใส่แทนกลายเป็นข้าวเหนียวยัดไส้ แล้วถวายพระเณรฉันตอนเช้า
ส่วนมากชาวบ้านจะรีบทำแต่เช้ามืด พอสว่างก็ลงศาลาการเปรียญ (ชาวบ้านเรียกหัวแจก) นิมนต์พระเณรสวดแล้วฉัน เป็นทั้งงานบุญและงานรื่นเริงประจำแต่ละหมู่บ้าน เพราะได้ทำข้าวจี่ไปถวายพระหลังจากพระฉันแล้วก็เลี้ยงกันเองสนุกสนาน มีคำพังเพยอีสานว่า[1]
ญาติธรรมชาวอีสานได้มาร่วมกันจัดทำภัตตาหาร ร่วมกันจี๋ข้าวจี๋ เพื่อนำถวายพระภิกษูสงฆ์ บางท่านก็เตรียมจัดทำมาจากบ้าน บางท่านก็มาร่วมกันทำที่วัด ตามแต่สะดวกของแต่ละคน
ผู้เขียนตื่นตั้งแต่เช้า ภรรยาและลูกสาวบอกให้ไปติดตั้งเตาถ่านตั้งแต่หกโมงเช้า ส่วนภรรยายได้นึ่งข้าวเหนียว เสร็จแล้วให้ลูกสาวและเพื่อนมานั่งจี๋ข้าวจี๋บนเตาถ่าน หน้าบ้านพัก ด้วยความสนุกสนาน ดูมีความสุข และสนุกสนากัน บรรยากาศเช่นนี้หาดูได้ยาก ทำให้เขาได้ซึมซับกับประเพณีของชาวอีสานแต่โบราณมา
พิธีก็จะเริ่มด้วยการจัดภัตตาหารถวายพระสงฆ์ ถวายข้าวพระพุทธและพระอุปคุต เมื่อเสร็จแล้ว ก็จะเชิญประธานในพิธีจุดธุปเทียนบูชาพระรัตรนตรัย กล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย อาราธนาศีล ประสงฆ๋ให้ศีล พระสงฆ์ก็จะสวดมนต์ เสร็จแล้วประธานสงฆ์กล่าวสัมโมทนียกถา กล่าวคำถวายภัตตาหาร พระกล่าวคำอนุโมทนา เป็นอันเสร็จพิธี
หลังจากนั้น ชมรมชาวอีสานล้านช้าง ก็รับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน และในวันนี้ ช่วงที่พระสงฆ์ฉันภัตตาหารเพล ชาวอีสานล้านช้าง ได้ร่วมกันสวดมนต์บทพระปริตร เพื่อเป็นสิริมงคลให้กับตนเอง และครอบครัว พร้อมยังเป็นการอุทิศผลบุญให้กับบิดามารดา ปู่ย่า ตายาย ที่ล่วงลับไปแล้ว และเจ้ากรรมนายเวรในครั้งนี้
ประวัติบุญข้าวจี๋
ทำบุญข้าวจี่ วันเพ็ญเดือน 3 เป็นวันมาฆบูชา รุ่งขึ้นวันแรม 1 ค่ำก็ถวายข้าวจี่ เรียกว่าวันทำบุญเนื่องในวันมาฆบูชานั่นเอง
ข้าวจี่คือเอาข้าวเหนียวปั้นเป็นก้อนเอาไม้เสียบย่างไฟเหมือนไก่ย่าง เมื่อข้าวสุกเกรียมแล้วก็เอาไข่ซึ่งตีไว้แล้วทาแล้วย่างซ้ำอีกกลายเป็นไข่เคลือบข้าวเหนียว เสร็จแล้วถอดไม้ออกแล้วเอาน้ำอ้อยหรือน้ำตาลที่เป็นก้อนยัดใส่แทนกลายเป็นข้าวเหนียวยัดไส้ แล้วถวายพระเณรฉันตอนเช้า
ส่วนมากชาวบ้านจะรีบทำแต่เช้ามืด พอสว่างก็ลงศาลาการเปรียญ (ชาวบ้านเรียกหัวแจก) นิมนต์พระเณรสวดแล้วฉัน เป็นทั้งงานบุญและงานรื่นเริงประจำแต่ละหมู่บ้าน เพราะได้ทำข้าวจี่ไปถวายพระหลังจากพระฉันแล้วก็เลี้ยงกันเองสนุกสนาน มีคำพังเพยอีสานว่า[1]
"เดือนสามค้อยเจ้าหัวคอยปั้นเข้าจี่ เข้าจี่บ่ใส่น้ำอ้อยจัวน้อยเช็ดน้ำตา"
เดือนนี้ชาวนาส่วนใหญ่ถือกันตั้งแต่โบราณมาว่าเป็นเดือนสู่ขวัญข้าว คือมีการถวายข้าวเปลือกพระและนิยมทำบุญบ้าน สวดมนต์เสร็จพิธีสงฆ์ แล้วก็สู่ขวัญข้าวตามธรรมเนียมพราหมณ์ บางบ้านก็ทำเล็กน้อยพอเป็นพิธี คือเอาข้าวไปถวายสงฆ์แล้วทำพิธีตุ้มปากเล้าเล็กน้อยเป็นการบูชาคุณของข้าวในเล้าหรือยุ้ง
"เถิงเมื่อเดือนสามได้จงพากันทำเข้าจี่ ไปถวายสงฆเจ้าเอาแท้หมู่บุญ"
ทั้งนี้ประเพณีบุญข้าวจี่จัดขึ้นโดยทั่วไปในภาคอีสาน โดยเฉพาะบริเวณแถบ อ.พังโคน และ อ.สว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร โดยจะมีการทำบุญและกิจกรรมการละเล่นต่างๆในงาน (จาก..th.wikipedia.org/wiki/บุญข้าวจี่ )
นอกจากนี้ ชมรมชาวอีสานล้านช้าง ยังได้มีกำหนดจัดงานทำบุญประจำเดือนทุกเดือน โดยกำหนดจัดพิธีบุญประจำเดือนในอาทิตย์ที่ ๒ ของทุกเดือน หากท่านใดมีโอกาสและเวลา ก็ขอเชิญไปร่วมทำบุญด้วยกัน
ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่าน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




























