วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2563

ป้องกันโควิด -19 กันอย่างไร

ในช่วงนี้ มีการเผยแพร่วิธีป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคโคโรนา หรือโควิด-19 กันมากมายหลายวิธี นอกจากจะมีการสวมหน้ากาก กินร้อน ช้อนกู ล้างมือบ่อย ๆ แล้ว ยังมีการนำบทเรียนจากประเทศต่าง ๆ และบุคคลที่มีประสบการณ์มาเผยแพร่อีกด้วย

พวกเราในฐานะอยู่ในกลุ่มเสี่ยง การค้นคว้า ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับวิธีการป้องกันดังกล่าว นับว่าเป็นเรื่องจำเป็น จะเชื่อหรือไม่ ก็ควรใชิวิจารณญาณของแต่ละคน ได้ไตร่ตรองและพิจารณากัน

นอกจากนี้ ทางมหาเถรสมาคม ก็มีการจัดทำพิธีสวดบทรัตนสูตร และกำหนดให้ทุกวัด หลังจากทำวัตรเช้า - เย็น ให้สวดพระปริตรบทรัตนสูตา เพื่อเป็นการขับไล่อุปัทวภัยและโรคร้ายต่าง ๆ ให้ละลายหายจากโลกนี้ไป

เท่าที่สดับตรับฟังมา ยังไม่มีการกล่าวถึงการสวดมนต์อีกบทหนึ่ง ที่น่าจะเป็นบทสำคัญในการสวดขับไล่โรคภัยไข้เจ็บดังกล่าวให้มะมลายหายไป ได้แก่บท "บทคาถาอุปปาตะสันติงคำหลวง " และ บท "จุลลชัยน้อย" ที่พระป่าสายหลวงปู่มั่นฯ นิยมสวดกันแถบอีสานเหนือ

สำหรับบทมหาสันติงคำหลวงมีอานิสงค์ในการสวด (จาก..wikipedia.org ) ดังนี้

...พระธรรมคุณาภรณ์ ผู้ชำระคัมภีร์พระคาถานี้เป็นภาษาบาลีอักษรไทยเมื่อปี พ.ศ. 2500 กล่าวถึงอานิสงส์ของการสวดสาธยายพระคาถาอุปปาตะสันติ ไว้ว่าจะช่วยเทำให้สังคมร่มเย็นเป็นสุข ดังที่กล่าวถึงในคัมภีร์อุปปาตะสันติ ที่สำคัญ 3 ประการคือ
  1. สันติหรือมหาสันติ ความสงบความราบรื่นความเยือกเย็นความไม่มีคลื่น
  2. โสตถิ ความสวัสดีความปลอดภัยความเป็นอยู่เรียบร้อยหรือตู้นิรภัย
  3. อาโรคยะ ความไม่มีสิ่งเป็นเชื้อโรคความไม่มีโรคหรือความมีสุขภาพสมบูรณ์
คัมภีร์อุปปาตะสันติมีข้อความขอความช่วยเหลือ โดยขอให้พระรัตนตรัยและบุคคลพร้อมทั้งสิ่งทรงอิทธิพลในจักรวาลรวม ๑๓ ประเภท ดังที่กล่าวมาแล้ว ช่วยสร้างสันติหรือมหาสันติ ช่วยสร้างโสตถิ และอาโรคยะ ช่วยปรุงแต่งสันติและอาโรคยะ ขอให้ช่วยรวมสันติ รวมโสตถิและรวมอาโรคยะ และขอให้ช่วยเป็นเกราะคุ้มครอง และกำจัดเหตุร้ายอันตรายหรือสิ่งกระทบกระเทือนต่างๆ อย่าให้เกิดมีในตน ในครอบครัว ในหมู่คณะ หรือในวงงานของตน และในวงงานของคนอื่นทั่วไป ซึ่งอานิสงส์การสวดและการฟังอุปปาตะสันติ ดังที่ปรากฏในท้ายคัมภีร์ ยังมีดังต่อไปนี้อีกว่า
  1. ผู้สวดหรือผู้ฟังอุปปาตะสันติ ย่อมชนะเหตุร้ายทั้งปวงได้ และมีวุฒิภาวะคือ ความเจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ และปฏิภาณ
  2. ผู้สวดหรือผู้ฟังอุปปาตะสันติย่อมได้ประโยชน์ที่ตนต้องการ คือผู้ประสงค์ความปลอดภัยย่อมได้ความปลอดภัย คนอยากสบายย่อมได้ความสุข คนอยากมีอายุยืนย่อมได้อายุยืน คนอยากมีลูกย่อมได้ลูกสมประสงค์ผู้สวดหรือผู้ฟังอุปปาตะสันติ ย่อมไม่มีโรคลมเป็นต้นมาเบียดเบียน ไม่มีอกาละมรณะคือตายก่อนอายุขัย ทุนนิมิตรคือลางร้ายต่างๆมลายหายไป ผู้สวดหรือผู้ฟังอุปปาตะสันติเมื่อเข้าสนามรบย่อมชนะข้าศึกและแคล้วคลาดจากอาวุธทั้งปวง
นอกจากนี้ ยังมีการระบุถึง เดช ของการสวดสาธยายพระคาถาอุปปาตะสันติเป็นประจำไว้ว่า
  1. อุปปาตะคือเหตุร้ายหรือสิ่งกระทบกระเทือน อันเกิดจากแผ่นดินไหวเป็นต้น ย่อมพินาศไป (ปะถะพะยาปาทิสัญชาตา)
  2. อุปปาตะ คือ คือเหตุร้ายหรือสิ่งกระทบกระเทือน อันเกิดจากลูกไฟที่ตกจากอากาศหรือสะเก็ดดาว ย่อมพินาศไป (อุปปาตะจันตะลิกขะชา)
  3. อุปปาตะ คือ คือเหตุร้ายหรือสิ่งกระทบกระเทือน อันเกิดจากการเกิดจันทรุปราคาหรือสุริยุปราคา เป็นต้น ย่อมพินาศไป (อินทาทิชะนิตุปปาตา)[10]

   ส่วนคาถาอีกบทหนึ่งได้แก่ จุลละชัยคาถา มีความเป็นมา ดังนี้ (จาก..wikipedia.org)
จุลชัยยะมงคลคาถา เป็นคาถาในหมวดเดียวกับพระคาถามหาชัยยะมงคลคาถา หรือ ไชยใหญ่ และพระคาถาไชยหลวง ซึ่งนิยมใช้สวดสาธยายกันในงานมงคลในแถบแว่นแคว้น 2 ฝั่งแม่น้ำโขง การแพร่หลายของพระคาถานี้ปรากฏโดยทั่วไปในแถบภาคอีสานของไทย และภาคกลางจนถึงภาคเหนือของลาว จากการสำรวจโดยหอสมุดดิจิตอลหนังสือใบลานลาว พบคัมภีร์ใบลานเกี่ยวกับบทสวดไชยน้อย ไชยใหญ่ หรือไชยหลวงจำนวนหนึ่ง ทั้งในเมืองหลวงพระบาง นครหลวงเวียงจันทน์ แขวงคำม่วนทางภาคกลาง และในแขวงไชยบุรี ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งมีพื้นที่ประชิดกับภาคเหนือของไทย [1]
ทฤษฎีเกี่ยวกับที่มาของจุลชัยยะมงคลคาถา มีอยู่หลายทฤษฎี ข้อมูลที่แพร่หลายที่สุดในประเทศไทย คือการระบุว่า พระมหาปาสมันตเถระ พระเถระแห่งอาณาจักรกัมพูชาโบราณ ผู้อุปการะพระเจ้าฟ้างุ้ม มหาราชแห่งอาณาจักรล้านช้าง และพระเถรผู้อัญเชิญพระบางและพระไตรปิฎกมายังแผ่นดินลาว คือผู้รจนาพระคาถานี้ ซึ่งหากทฤษฎีนี้เป็นความจริง พระคาถานี้น่าจะรจนาขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20 ในช่วงก่อนหรือหลังจากที่พระเถระเดินทางจากกัมพูชามาประกาศพระศาสนาในอาณาจักรล้านช้างในปีพ.ศ. 1902
ทั้งนี้ ผู้แต่งจุลไชยปกรณ์ หรือตำนานพระคาถาจุลชัยยะมงคลคาถา ตามทัศนะของ พระอาจารย์สมภพ โชติปัญโญ แห่งวัด วัดไตรสิกขาทลามลตาราม บ้านฝาง ต.บ้านแพด อ.คำตากล้า จ.สกลนคร คือพระมหาเทพหลวง แห่งนครหลวงพระบาง โดยนำความจากคัมภีร์สมันตปาสาทิกา โดยรจนาเป็นภาษาบาลีผสมกับภาษาพื้นเมือง แต่ไม่ปรากฏว่าระบุถึงปีที่รจนาแต่อย่างใด [2]
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการในประเทศลาวบางรายระบุว่า จุลชัยยะมงคลคาถา เป็นผลงานของเจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก หรือ "ญาคูขี้หอม" โดยท่านมีช่วงชีวิตในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 22 โดยฝ่ายลาวเรียกพระคาถานี้ว่า "จุลละไชยยะสิทธิมงคลคาถา" หรือ "จุลละไซยะสิททิมุงคุนค
พุทธศาสนิกชนในแถบลุ่มน้ำโขง นิยมสวดพระคาถานี้ โดยเชื่อว่าจะยังให้เกิดความเป็นสวัสดิมงคล ขับไล่สิ่งชั่วร้ายให้พ้นไป โดยกล่าวกันว่า แม้แต่หลวงปู่ชอบ ฐานสโม พระอริยเจ้าแห่งจังหวัดเลย แนะนำให้สาธุชนได้สวดสาธยาย โดยเฉพาะในงานมงคลพิธี ท่านกล่าวไว้ว่า "ถ้ามีศึกสงครามหรือมีความยุ่งยากในบ้านเมือง หรือแม้แต่ในครอบครัว ให้สาธยายมนต์บทนี้เป็นประจำจะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ได้"
ดังนั้น ในภาวะปัจจุบัน ที่มีสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโรคไข้หวัดโคโรนา หรือ โควิด -19 ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง หรือบุคคลทั่วไป ควรจะสวดบทพระปริตร รัตนสูตร มหาอุปปาตะสันติงคำหลวง และ จุลละชัยคาถา ด้วยก็จะทำให้มีความมั่นใจ และเชื่อมั่นว่าโรคร้ายดังกล่าวจะได้มะมลายหายไปจากโลกนี้โดยพลัน สาธุๆ ครับ 

วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2563

การสวดบทรัตนสูตร

ในวันนี้วันที่ 25 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกกระทรวงสาธารณสุข แถลงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ว่า ตอนนี้พบผู้ป่วย 417,693 ราย เสียชีวิต 18,605 ราย รักษาหาย 108,312 ราย สำหรับประเทศไทยผู้ติดเชื้อเพิ่ม 107 ราย รวมผู้ติดเชื้อทั้งหมด 934 ราย ผู้ป่วยหนัก 4 ราย ผู้ป่วยที่รักษาอยู่ที่โรงพยาบาล 860 ราย เสียชีวิต 4 ราย รักษาหายเพิ่ม 13 ราย รวมรักษาหายเเล้ว 70 ราย โดย 107 ราย เเบ่งเป็น 3 กลุ่มดังนี้
     กลุ่มที่ 1 ผู้ป่วยที่มีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วย หรือเกี่ยวข้องกับสถานที่ที่พบผู้ป่วยก่อนหน้านี้ จำนวน 27 ราย ได้แก่ กลุ่มสนามมวย 4 ราย, กลุ่มสถานบันเทิง 5 ราย,กลุ่มผู้สัมผัสกับผู้ป่วยที่มีรายงานมาแล้ว 14 ราย และกลุ่มที่ร่วมพิธีทางศาสนาที่ประเทศมาเลเซีย 4 ราย
        กลุ่มที่ 2 ผู้ป่วยรายใหม่ จำนวน 13 ราย ได้แก่ กลุ่มผู้เดินทางจากต่างประเทศ/ชาวต่างชาติ 6 ราย,กลุ่มผู้ทำงานหรืออาศัยในสถานที่แออัดต้องใกล้ชิดคนจำนวนมาก หรือเกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ 5 ราย และบุคลากรทางการแพทย์ 2 ราย 
      เพื่อเป็นการป้องกันและขจัดปัดเป่าการแพร่ระบาดของเชื้อโรคดังกล่าว จึงเชิญชวนให้สวดพระปริตรโดยเฉพาะบทรัตนสูตร ซึ่งมีอานุภาพตามที่ท่านพระอาจารย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ได้กล่าวว่า

“การสาธยายพุทธมนต์ ใครสวดก็ตาม จะเป็นกิจวัตรพระสงฆ์ เช้า- เย็น หรือชาวพุทธทุกคน สวดพุทธคุณระลึกในใจ มีอานุภาพแผ่ไปได้ หมื่นจักรวาล พูดออกเสียงพอฟังได้ มีอานุภาพแผ่ไปได้ แสนจักรวาล

สวดมนต์เช้า-เย็นธรรมดา มีอานุภาพแผ่ไปได้ แสนโกฏิจักรวาล สวดเต็มเสียงสุดกู่ มีอานุภาพแผ่ไปได้ อนันตจักรวาล แม้สัตว์ที่อาศัย อยู่ในภพที่สุด อเวจีมหานรก ยังได้รับความสุข เมื่อเวลาแว่วเสียงพุทธมนต์ ผ่านเข้าถึงชั่วขณะหนึ่งครู่หนึ่ง (ชั่วช้างพับหู งูแลบลิ้น) ดีกว่าหาสุขไม่ได้ ตลอดกาลเนืองนี้ นี่คืออานิสงส์ของพุทธมนต์”

พุทธานุภาพ แห่งพระพุทธมนต์

คำว่า “ พระพุทธมนต์ ” หมายถึง พระพุทธพจน์ อันเป็นพระธรรมคำสั่งสอน ของพระสัมมาสัมพระพุทธเจ้า ที่มีปรากฏ ในพระไตรปิฎกบ้าง เป็นคำที่แต่งขึ้นมา ภายหลังบ้าง โดยถือกันว่า พระพุทธมนต์ เป็นคำศักดิ์สิทธิ์ สามารถปัดป้อง อันตรายต่างๆ ได้ จึงเรียกอีกอย่างว่า “ พระปริตร ” คำว่า “ ปริตร ” มีความหมายว่า คุ้มครองรักษา หรือเครื่องคุ้มครองป้องกัน ซึ่งบทพระพุทธมนต์ ที่นิยมว่าศักดิ์สิทธิ์ เท่าที่ปรากฏรวบรวมไว้มี ๗ บท จึงเรียกว่าเจ็ดตำนาน

เจ็ดตำนานหรือพระปริตร ซึ่งหมายถึง มนต์อันเป็นเครื่องป้องกัน ภยันตรายต่าง ๆ มีอยู่ด้วยกัน ๗ พระสูตรคือ

๑. มงคลสูตร ว่าด้วยเหตุที่จะทำให้เกิดสิริมงคล หรือมงคล ๓๘ ประการ ที่สวดว่า “อะเสวะนา จะ พาลานังฯ”

๒. รัตนสูตร ว่าด้วยรัตนทั้ง ๓ คือพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ สวดเพื่อขจัดภัยพิบัติ ทั้ง ๓ ประการ อันเกิดจากโรคภัย,อนุสสภัย,และเศรษฐกิจเสียหายให้หมดไป ที่สวดว่า “ยังกิญจิ วิตตัง อิธะ วา หุรัง วา ฯ”

ในพระสุตตันตปิฎก​ หมวดขุทกนิกายขุททกปาฐ​ะ บันทึกรัตนสูตรว่า​ ครั้งหนึ่ง เมืองไพสาลีเกิดทุพภิกภัย ฝนแล้งข้าวยากหมากแพง ผู้คนล้มตาย เพราะความอดอยาก ประชาชน ก็ไปร้อง ต่อพระเจ้าแผ่นดิน พระองค์ก็ทรงอนุญาต ให้ประชาชนตรวจสอบพระองค์ว่า ผิดธรรมข้อใดหรือเปล่า จึงเกิดเหตุเช่นนี้ ก็ปรากฏว่า ไม่ผิดธรรมข้อใด จึงพากันไป อาราธนาพระพุทธเจ้า มาเมืองไพสาลี

เมื่อพระพุทธองค์เสด็จมาถึง ก็ปรากฏว่ามีฝนตกมาห่าใหญ่ ครั้นนั้น พระพุทธองค์ ได้ตรัสเรียกพระอานนท์ ให้มาเรียน รัตนสูตร อันมีเนื้อความ สรรเสริญแก้ววิเศษ ๓ ประการ ที่ไม่มีแก้วอื่นใดเสมอเหมือน คือ พุทธรัตนะ ธัมมรัตนะ และสังฆรัตนะ และทำให้ผู้สวด ผู้ฟัง ผู้บูชา และผู้ระลึกถึง ประสบแต่ความสวัสดี ซึ่งเมื่อพระอานนท์ เรียนจากพระพุทธองค์ ก็นำบาตรน้ำมนต์ ของพระพุทธเจ้า ไปประพรมทั่วนครไพสาลี เมื่อน้ำพระพุทธมนต์ ไปถูกพวกปีศาจ ๆ ก็หนีไป ไปถูกมนุษย์ที่เจ็บป่วย โรคเหล่านั้นก็หายสิ้น แต่นั้นมาชาวเมือง ก็มีความสงบสุขตลอดมา

ในประเทศไทยของเรา สมัยรัชกาลที่ ๒ ก็ได้ใช้บทสวดนี้ เพื่อทำพิธี “อาพาธพินาศ” ในบทขัดตำนาน ยังถือว่า รัตนสูตร สามารถป้องกันภัย อันเกิดจาก ผู้ปกครองที่ไม่เที่ยงธรรม,ภัยจากโจรผู้ร้าย,ภัยธรรมชาติ,ภัยจากคนชั่วคนพาล

ท่านพระอาจารย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ก็เคยรับนินมนต์ ไปสวดรัตนสูตร ขณะที่ท่านพำนัก จำพรรษา อยู่วัดป่าบ้านหนองผือ สกลนคร ช่วงปีพ.ศ. ๒๔๘๘ – ๒๔๙๒ ขณะนั้น ได้เกิดโรคระบาดขึ้น มีคนตายไม่เว้นแต่ละวัน หลวงปู่มั่นได้พาพระสงฆ์ไปสวดรัตนสูตร จนทำให้เหตุการณ์เป็นปกติ ชาวบ้านหายจาการเจ็บป่วยล้มตาย

เมื่อสวดรัตนสูตรจบแล้ว ท่านได้เทศน์สั่งสอนว่า “ เป็นเพราะไม่มีที่พึ่งทางใจ หรือไม่รู้ที่พึ่งอันเกษมอันอุดม จึงกลัวการตาย แต่ไม่กลัวการเกิด เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงคว้าโน้นคว้านี้เป็นที่พึ่ง บางคนกลัวตายแล้ว ไปไขว่คว้าเอาสิ่งอื่น มาเป็นที่พึ่งที่เคารพนับถือ ด้วยความงมงาย มีการอ้อนวอน วิงวอนขอ โดยวิธีบนบานศาลกล่าว จากเถื่อนถ้ำและภูผา ต้นไม้ใหญ่ ศาลพระภูมิเจ้าที่ เจ้าทางต่าง ๆ ที่ตนเองเข้าใจว่า เป็นที่สถิตอยู่ ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย อันอาจดลบันดาลให้ชีวิตตน พ้นจากอันตราย และความทุกข์ได้ จึงหลงพากันเซ่นสรวง ด้วยเครื่องสังเวยต่าง ๆ ที่เข้าใจว่า เจ้าของสถานที่เหล่านั้น จะพอใจ หรือชอบใจ นอกจากนั้น ยังมีการทรงเจ้าเข้าผี สะเดาะเคราะห์สะเดาะนาม สืบชะตาราศี ตัดกรรมตัดเวร ด้วยวิธีต่าง ๆ เหล่านี้

ที่พึ่งอันอุดมมั่นคงนั้น คือให้ภาวนา น้อมรำลึกนึกเอา พระคุณอันวิเศษของพระพุทธเจ้า พร้อมพระธรรมและพระอริยสงฆ์ มาเป็นที่ยึดเหนี่ยว ทางด้านจิตใจ จึงจะเป็นการถูกต้อง สมกับที่พวกเรา เป็นผู้รับนับถือ เอาพระรัตนตรัย มาเป็นที่พึ่ง ประจำกายใจของตน และอีกอย่าง ให้ประพฤติปฏิบัติ ตามหลักของอุบาสก อุบาสิกา มีการให้ทาน รักษาศีล และเจริญเมตตาภาวนา....”

๓. กรณียเมตตสูตร ว่าด้วยการเจริญเมตตา ไปไหนมาไหนให้คน เทวดารักใคร่เมตตา ๔. ขันธปริตร ว่าด้วยพระพุทธมนต์ สำหรับป้องกันสัตว์ร้าย พวกอสรพิษ ๕. ธชัคคสูตร ว่าด้วยการเคารพธง และการรำลึกถึงคุณพระรัตนตรัย ทำให้หายหวาดกลัว ๖. อาฏานาฏิยปริตร ว่าด้วยพระพุทธมนต์ ที่สามารถ ป้องกันอุปัทวันตรายทั้งปวง ๗. อังคุลิมาลปริตร ว่าด้วยมนต์ ขององคุลีมาล ใช้ในงานมงคล หรือทำให้คลอดลูกง่าย

ท่านพระอาจารย์หลวงปู่มั่น เคยกล่าวว่า “การสาธยายพุทธมนต์ ใครสวดก็ตาม จะเป็นกิจวัตรพระสงฆ์ เช้า- เย็น หรือชาวพุทธทุกคน สวดพุทธคุณระลึกในใจ มีอานุภาพแผ่ไปได้ หมื่นจักรวาล พูดออกเสียงพอฟังได้ มีอานุภาพแผ่ไปได้ แสนจักรวาล สวดมนต์เช้า-เย็นธรรมดา มีอานุภาพแผ่ไปได้ แสนโกฏิจักรวาล สวดเต็มเสียงสุดกู่ มีอานุภาพแผ่ไปได้ อนันตจักรวาล แม้สัตว์ที่อาศัย อยู่ในภาพที่สุด อเวจีมหานรก ยังได้รับความสุข เมื่อเวลาแว่วเสียงพุทธมนต์ ผ่านเข้าถึงชั่วขณะหนึ่งครู่หนึ่ง (ชั่วช้างพับหู งูแลบลิ้น) ดีกว่าหาสุขไม่ได้ ตลอดกาลเนืองนี้ นี่คืออานิสงส์ของพุทธมนต์”

ห้วงเวลานี้ ที่ไวรัสโควิด 19 กำลังระบาด ต้องใช้ชีวิต อย่างมีสติตลอดเวลา ด้วยการทำสมาธิสม่ำเสมอ เพื่อเป็นภูมิป้องกันทางใจ ส่วนภูมิคุ้มกันทางกาย หลีกเลี่ยงการสัมผัสมือ กับบุคคลอื่น ก่อนหยิบอะไรทาน ให้ล้างมือด้วยสบู่ หากไม่มีน้ำ ให้ใช้เจล แอลกอล์ฮอล้างมือ ไม่ใช้มือจับใบหน้า ขยี่ตา หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้คนเป็นหวัด เป็นการดูแลตัวเองเบื้องต้น ช่วยกันระวังป้องกัน ดีที่สุด สาธุครับ.

ธัมม์นิยม...
๑๖​ มีนาคม​ ๖๓

มอบทุนการศึกษา

เมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๖๓ พระมหาใจ เขมจิตโต ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม เป็นประธานมอบทุนการศึกษาให้กับพระภิกษุสามเณร ที่พำนักอยู่ที่คณะ ๑๔ วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร ณ ศาลาปฏิบัติธรรม คณะ ๑๔







การมอบทุนการศึกษาดังกล่าว ได้ดำเนินการมาเป็นเวลากว่า ๗ ปีแล้ว โดยจะมอบทุนให้ในคราวเดียวกันกับการทำบุญประเพณีประจำปี  "งานบุญผาเหวตเทศมหาชาติ " ของชมรมชาวอีสานล้านช้าง ในส่วนการมอบทุนการศึกษาให้กับพระภิกษู และสามเณร ในปีนี้ มีผู้บริจาคให้ทุนการศึกษาแก่พระภิกษุสามเณร รวมเป็นเงินจำนวน ๗๒,๐๐๐ บาท

สำหรับปีนี้ คณะทำงานฯได้มีมติเลื่อนการจัดงานออกไป เนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อโรคไข้หวัดโคโรนา (โควิด - ๑๙) มีการแพร่ระบาดทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นการเฝ้าระวัง ควบคุม และหยุดการแพร่ระบาด และเป็นไปตามมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของรัฐบาล

นอกจากนี้ คณะญาติโยมยังได้ร่วมกันบริจาคทุนการศึกษาและทำบุญถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ มีการออกร้านก๋วยตี่ยว ผัดไทย และโรตี ที่ได้สั่งจองมาในงานบุญผาเหวตด้วย









นอกจากนี้ คณะสงฆ์ยังได้สวดพระปริตร บทรัตนสูตร เพื่อเป็นการขจัดปัดเป่าและป้องกันโรคจากการแพร่ระบาดของเชื้อโรคไข้หวัดโคโรนา (โควิด - ๑๙ )และปะพรมน้ำพระพุทธมนตร์ให้กับผู้ที่มาร่วมงานในครั้งนี้ด้วย

และขออนุโมทนาบุญกับทุกท่าน สาธุ ๆ ครับ