วันอังคารที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

หลวงปู่อ่อน ญาณเตโช

ปัจจุบัน ผู้เขียนได้พักอาศัยอยู่ใกล้กับวัดมัชฌันติการาม และวัดเลียบราษฎร์บำรุง คราใดที่วัดมีงาน ก็จะไปช่วยงานและเข้าวัดไปทำบุญทุกวันพระ

ทุกปีที่ผ่านมา ในช่วงเข้าพรรษา จะเข้าวัดไปสวดมนต์ทุกวันพระที่วัดมัชฌันติการาม (วัดน้อย) เว้นบางวันพระที่ติดธุระ ไม่สามารถจะไปร่วมสวดมนต์ได้ แต่ก็ได้ตั้งจิตอธิษฐานเสมอว่าจะพยายามเข้าวัดไปสวดมนต์ให้ได้ทุกวันพระ ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา แต่ผ่านมาหลายปีแล้ว ยังทำไม่ได้เลย ก็ต้องพยายามในปีต่อไปอีก


                                                   รูปเหมือนหลวงปู่อ่อน ญาณเตโช

  ตรงประตูทางเข้าวัดน้อย จะมีวิหารติดตั้งรูปเหมือนหลวงปู่อ่อน ญาณเตโช อดีตเจ้าอาวาสรูปแรก และเป็นพระเกจิที่มีชื่อเสียงโด่งดัง และเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะในแถบบางซื่อและนนทบุรี และทุกปีก็จะมีงานทำบุญครบรอบวันมรณภาพของท่านตลอดมา เรียกว่า"งานประจำปี "

ผู้เขียนพยายามหาเหรียญของท่านตลอดมา พยายามหาเช่าแถวร้านเข่าพระในพื้นที่ แต่เป็นที่น่าแปลกใจว่าหายากมาก เคยสอบถามผู้สูงอายุแถวชุมชน มีท่านหนึ่งบอกว่า มีอยู่ ๔ เหรียญ แต่ไม่ยอมปล่อยให้ใคร เพราะเป็นเหรียญยหายากมากๆ

ด้วยความตั้งใจ ที่อยากได้เหรียญท่านมาสักการะบูชา ปรากฎว่ามีคุณป้าท่านหนึ่งที่ไปช่วยงานวัดเป็นประจำ สอบถามถึงเรื่องเหรียญหลวงปู่อ่อนฯ ท่านก็มามอบให้ผู้เขียนโดยไม่คิดค่่า และราคา จึงได้นำเหรียญเกจิอื่นมาแลกเปลี่ยนกับคุณป้าท่านนั่น..จึงเป็นบุญของเรา..




                                               รูปเหมือนหลวงปู่อ่อน ญาณเตโช

ประวัติหลวงปู่อ่อน


ระวัติของท่านไม่มีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร มีเพียงคำบอกเล่าต่อ ๆ กันมา ซึ่งพอจะทราบประวัติของท่าน ดังนี้
หลวงปู่อ่อน ญาณเตโช เป็นคนอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ไม่ทราบว่าอุปสมบทเมื่อไหร่สันนิษฐานว่าอุปสมบทในรัชกาลที่ ๔ หลังจากอุปสมบทในบวร พระพุทธศาสนาแล้วก็ได้ศึกษาเล่าเรียน    พระปริยัติธรรม ตามที่มีในสมัยนั้น รวมทั้งศึกษาไสยศาสตร์ โหราศาสตร์ เวทย์มนต์คาถาต่าง ๆ จากสำนักของครูอาจารย์ที่มีในสมัยนั้น ทั้งในเขตจังหวัดชลบุรี บ้านเกิด ชัยนาท อ่างทอง ลพบุรี อยุธยา จนมีความเชี่ยวชาญ หลวงปู่อ่อนเป็นศิษย์สำนักเรียนเดียวกันกับหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จังหวัดชัยนาท กอปรกับหลวงปู่มีนิสัย ชอบธุดงค์กรรมฐานไปในสถานที่สงัด ปราศจากผู้คนเพื่อเจริญวิปัสสนากรรมฐานอาจกล่าวได้ว่าจังหวัดต่างๆ ในเขตภาคกลางนี้เกือบทั้งหมด

หลวงปู่เคยเดินธุดงค์ไปมาหมดแล้ว หลวงปู่จึงมีชื่อเสียงทั้งทางเมตตาและทางขมังเวทย์ตั้งแต่ยังเป็นภิกษุหนุ่ม ประจวบกับสมัยนั้นเจ้าจอมมารดาเที่ยงและลูกหลานได้มาอุปถัมภ์ ในการสร้าง วัดมัชฌันติการามอยู่ และได้กราบทูลสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณ วโรรส ทรงรับเป็น พระธุระช่วยเหลือในการปฏิสังขรณ์ พระอารามในด้านต่าง ๆ ทั้งอุโบสถ เจดีย์ ศาลาการเปรียญ และกุฏิรับรองพระสงฆ์ในขณะเดียวกันก็หาพระภิกษุที่มีศีลาจารวัตร เป็นที่น่าเลื่อมใสมาเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดด้วย 
การก่อสร้างศาสนวัตถุต่าง ๆ ได้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ยังขาดแต่พระภิกษุผู้จะมาจำพรรษาและดำรงตำแห่งเจ้าอาวาส กิตติศัพท์ของหลวงปู่อ่อนว่าเป็นผู้มี ศีลาจารวัตรงดงามน่าเลื่อมใสได้ทราบไปถึงพระกรรณของสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรม พระยาวชิรญาณวโรรส ได้มีรับสั่งให้เข้าเฝ้าและได้ตรัสรับสั่งนิมนต์ให้อยู่จำพรรษา เพื่อเป็นการฉลองศรัทธาของผู้อุปถัมภ์วัดและศรัทธาของประชาชน ชาวสวนคลองบางเขนใหม่ด้วย หลวงปู่อ่อนจึงได้มาอยู่จำพรรษาที่วัดมัชฌันติการาม ตั้งแต่ปี พุทธศักราช ๒๔๑๗ เป็นต้นมา หลังจากการก่อสร้างอุโบสถ เจดีย์ ศาลาการเปรียญ และกุฏิรับรองพระสงฆ์ เสร็จเรียบร้อยแล้ว
มีการจัดงานผูกพัทธสีมา ฝังลูกนิมิตอุโบสถพร้อมทั้งฉลองวัดไปในงานเดียวกันใน     ปีพุทธศักราช ๒๔๑๘ โดยมีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณ วโรรส เป็นประธานในการผูกพัทธสีมาหลังจากงานเสร็จหลวงปู่ก็อยู่ปกครอง คณะสงฆ์เป็นที่พึ่งแก่คณะอุบาสก อุบาสิกาวัดมัชฌันติการามเป็นลำดับมา โดยได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสมาตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๔๐ จากความที่หลวงปู่เป็นพระภิกษุที่มีศีลาจารวัตรงดงามเป็นที่ เคารพนับถือของคนในท้องถิ่นนี้เป็น จำนวนมาก และเป็นพระภิกษุที่ทรงไว้ซึ่งวิทยาคุณ เป็นที่เลื่องลือของคนทั่วไป
จนข่าวได้ทราบไปถึงพระเนตรพระกรรณของกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ซึ่งเป็นลูกศิษย์เอกของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จังหวัดชัยนาท ว่ามีสหธรรมิกของหลวงปู่ศุขได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส วัดมัชฌันติการาม จนมีชื่อเสียงปรากฏ มีลูกศิษย์ที่ให้ความเคารพนับถือเป็นจำนวนมาก ใคร่ที่จะมาฝากตัวเป็นศิษย์บ้าง
พระองค์ จึงได้แจวเรือมาทางแม่น้ำเจ้าพระยา เข้าคลองบางเขนใหม่ ซึ่งเป็นทางคมนาคมเข้าออกวัดที่สะดวกที่สุดในสมัยนั้นกับทหารองครักษ์ ขึ้นที่ท่าน้ำแล้วเข้าไปกราบ ใคร่อยากทดลองดูวิทยาคุณของหลวงปู่ว่าสมคำเล่าลือหรือไม่ จึงกราบเรียนขอวัตถุมงคลจากพระเดชพระคุณหลวงปู่ และได้รับเมตตาเป็นผ้าประเจียดจากหลวงปู่ ซึ่งถือว่าเป็นสุดยอดขมังเวทย์ของท่าน จึงอยากทดลองดูโดยแจวเรือออกไปที่แม่น้ำเจ้าพระยากับทหารองครักษ์ แล้วนำผ้าประเจียดมาตั้งจิตอธิฐานว่า ถ้าหลวงปู่มีวิยาคุณสมคำเล่าลือจริงขอให้ยิงพระแสงปืนไม่ออก แล้วได้ทดลองดูหลายครั้ง พระแสงปืนยิงไม่ออก ได้ประจักษ์พยานด้วยพระองค์เอง จึงหันเรือกลับมาที่วัดมัชฌันติการาม ฝากตัวเป็นศิษย์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
ยังมีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาอีกของบรรดาแม่ค้าที่นำสินค้าเข้ามาขายตามคลองบางเขนใหม่ เมื่อเดินทางถึงหน้าวัดมักขอพรจากรูปเหมือนหลวงปู่อ่อน และกวักน้ำที่ท่าน้ำวัดปะพรมที่เรือและสินค้าต่าง ๆ ในเรือเพื่อความเป็นสิริมงคลค้าขายดี จนทำกันเป็นประเพณี เป็นที่น่าอัศจรรย์ว่าขายของต่าง ๆ ได้หมดในเวลาไม่นาน หลวงปู่จึงเป็นที่เคารพอย่างยิ่งของแม่ค้าทางเรือที่สัญจรค้าขายไปมา จนชื่อเสียงของหลวงปู่อ่อนในทางเมตตามหานิยม ขมังเวทย์ยิ่งโด่งดังเป็นที่โจษขานของคนทั่วไปยิ่งขึ้น จนชื่อเสียงไปถึงสำนักพระราชวัง
 ในหลวงรัชกาลที่ ๕ ซึ่งเป็นผู้โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามวัดได้ทรงทราบ ใคร่จะพระราชทานสมณศักดิ์ให้ เพื่อเป็นการบูชาคุณหลวงปู่ แต่เนื่องจากหลวงปู่เป็นพระที่มักน้อยสันโดษ ไม่ปรารถนายศถาบรรดาศักดิ์ใด ๆ หลวงปู่จึงไม่เดินทางไปเข้ารับพระราชทานสัญญาบัตรพัดยศและผ้าไตร ในพระบรมมหาราชวังทั้ง ๆ ที่ในสมัยนั้นการปกครองเป็นแบบระบบสมบูรณาญาสิทธิราช จึงเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่จากกรมสังฆการีนำตราตั้งและพัดยศมาถวายถึงวัดมัชฌันติการาม
 ในกาลต่อมาทางเจ้าคณะเขตผู้ปกครองตามลำดับชั้น ได้พิจารณาเห็นว่าหลวงปู่อ่อนเป็นผู้ที่มีพรรษากาลพอควร มีตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสมานาน มีศิษยานุศิษย์มากมาย จึงเสนอแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ เพื่อให้การอุปสมบทกุลบุตร  ผู้มีจิตศรัทธาใคร่อุปสมบทในบวรพระพุทธศาสนา ในบรรดาสิทธิวิหาริก ของหลวงปู่เป็นอุปัชฌาย์ให้นั้น ที่มีชื่อเสียงปรากฏเป็นถึงรองสมเด็จพระราชาคณะ คือ พระเดชพระคุณ พระญาณวโรดม (สนธิ์  กิญจกาโร) อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร หลวงปู่อ่อนในขณะนั้นจึงมีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วทุกทิศ มีศิษยานุศิษย์ทั้งฝ่ายเจ้านายชั้นสูง พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ และประชาชนทั่วไปนับถือเป็นจำนวนมาก
 เมื่อถึงวันคล้ายวันเกิดของหลวงปู่อ่อน บรรดาศิษยานุศิษย์ต่างก็มาร่วมกันในการทำบุญทำกุศล ที่ศาลาการเปรียญวัดมัชฌันติการาม แม้การคมนาคมจะไม่สะดวก แต่บรรดาศิษยานุศิษย์ต่างก็ตั้งใจกันมาด้วยจิตอันศรัทธาต่อหลวงปู่อ่อน ญาณเตโช หรือสมณศักดิ์ พระครูธรรมสารวิจิตรในวันขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๓ ของทุกปี ศิษยานุศิษย์ ต่างก็รู้กันโดยปริยายต้องมาร่วมทำบุญ กาลต่อมาหลังจากที่หลวงปู่อ่อนได้อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้กับศิษยานุศิษย์มาเป็นเวลานานจนเลยเข้าสู่วัยชรา ธรรมดาของสังขารย่อมมีร่วงโรยไปตามกาลเวลา
พระครูธรรมสารวิจิตร ก็เช่นเดียวกัน หลวงปู่ได้ป่วยด้วยโรคชราภาพ และได้ถึงแก่มรณภาพ ในขณะที่มีอายุได้ ๗๐ กว่าปี ในตอนต้นของสมัยรัชกาลที่ ๖ สังขารของหลวงปู่อ่อน ได้ทำการพระราชทานเพลิงศพที่วัดมัชฌันติการาม หลังจากนั้นได้มีการนำอัฐิของหลวงปู่ไปบรรจุไว้ภายใต้รูปเหมือน หลวงปู่อ่อน  ญาณเตโช ที่วิหารของท่านในปัจจุบัน แต่บรรดาศิษยานุศิษย์ที่เคารพนับถือในตัวท่านก็ยังระลึกถึงคุณงามความดีของท่านกันอยู่ทุกปี ในวันขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๓ ของทุกปี ศิษยานุศิษย์ทุกหมู่เหล่าจะมาทำบุญบำเพ็ญกุศล อุทิศถวายแด่หลวงปู่อ่อนมาตลอดจนเป็นประเพณีงานประจำปีปิดทองรูปเหมือนของท่านมาจนถึงปัจจุบัน

วันพุธที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

แม่น้ำคงคา

สถานที่สำคัญแห่งหนึ่ง ที่พุทธศาสนิกชนที่เดินทางไปนมัสการพระมหาเจดีย์ที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย จะต้องไปแวะเที่ยวชมให้ได้ นั่นคือ "แม่น้ำคงคา "



ในการไปบรรพชาอุปสมบทที่อินเดียครานี้ ก็เช่นกันตามกำหนดการจะต้องไปชมแม่น้ำคงคา เช่นกัน โดยเจ้าหน้าที่แจ้งว่า จะต้องตื่นแต่เช้าตั้งตี่สี่ หากช้ากว่านี้ จะทำให้การเดินทางเข้ายังแม่น้ำคงคา มีความลำบากมาก เพราะจะมีนักท่องเที่ยวและชาวอินเดียไปยังท่าน้ำดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

การเดินทางไปครั้งนี้ ไม่สามารถนำรถเข้าไปได้ จะต้องเดินด้วยเท้าเข้าไป ผ่านตามถนนเล็ก ๆ คดเคี้ยว ตามถนนจะต็มไปด้วยผู้คนที่มารอลงไปยังท่าน้ำ นอนตามถนนหนทางก็มี ทางที่ผ่านไปก็เต็มด้วยมูลของโค มีกลิ่นอบอวล


                                                         นกนางนวลมีจำนวนมาก

ตามรายทางก็จะมีชาวอืนเดียวเดินทางกันเป็นแถวยาวเพื่อลงไปยังท่าน้ำแม่น้ำคงคา เพื่อลงไปอาบน้ำล้างบาป ตามความเชื่อของชาวฮินดุู หากมีการทำบาปในช่วงเย้น จะต้องลงไปอาบน้ำล้างบาปในช่วงเช้า วันหนึ่งจะมีการล้างบาปจำนวน ๒ ครั้ง เช้า และเย็น



ไปถึงยังท่าแล้ว เจ้าหน้าที่ได้นำพาขึ้นเรือเพื่อไปลอยกระทงบนกลางแม่น้ำคง โดยก่อนหน้านี้จะมีการแจ้งว่าให้ทุกนตัดเล็ก ตัดผม เพื่อนำไปใส่ในกระทง เพื่อลอยเคราะห์ ลอยโศกไปกับสายน้ำแม่น้ำคงคาในครั้งนี้


                                                    ลอยกระทง ณ กลางแม่น้ำคงคา

บางท่านก็ดำเนินการตามคำแนะนำ บางท่านก็ไม่ได้ทำ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเชื่อของแต่ละคน เพราะในทางศาสนาพุทธเชื่อว่า...เรื่องกรรม ทำกรรมดี ก็ได้ดี ทำความชั่วก็ได้ชั่ว บาปกรรมจึงไม่สามารถล้างบาปกันได้ จะชั่วหรือดี อยู่ที่การกระทำของเราเอง...


                                                   บรรยากาศยามเช้าริมแม่น้ำคงคา

แม่น้ำคงคา (เทวนาครี: गंगा คังคา ภาษาอังกฤษ: Ganges แกนจีส, Ganga) เป็นแม่น้ำสายสำคัญของอินเดีย ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดูคู่กับแม่น้ำยมุนาที่ไหลขนานกัน มีต้นกำเนิดทางภาคเหนือของอินเดีย บริเวณเทือกเขาหิมาลัย ไหลผ่านทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียไปทางตะวันออก และรวมกับแม่น้ำพรหมบุตรที่ประเทศบังกลาเทศ เกิดเป็นดินดอนสามเหลี่ยมขนาดใหญ่ชื่อว่าสามเหลี่ยมปากแม่น้ำคงคานับเป็นแหล่งชลประทานและการคมนาคมที่สำคัญแห่งหนึ่ง ก่อนจะไหลออกที่อ่าวเบงกอลแม่น้ำคงคามีความยาวประมาณ 2,510 กิโลเมตร
คงคาเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ เรียกชื่อตามนามของพระแม่คงคา พระชายาของพระศิวะ ชาวฮินดูอาบน้ำในแม่น้ำแห่งนี้[1] เพราะความเชื่อว่าจะทำให้จิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ทุกวันชาวอินเดียนับล้านคนจะมาที่ริมฝังแม่น้ำคงคาเพื่อทำการอาบน้ำ และดื่มกินน้่ำจากในแม่น้ำคงคา รวมถึงการเผาศพที่ริมฝังน้ำด้วยและโปรยขี้เถ้าลงในน้ำ นั่นจึงทำให้แม่น้ำคงคาได้ชื่อว่าเป็นแม่น้ำที่มีความสกปรกและมลพิษมากที่สุดในโลก แต่ทว่าในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่า น้ำในแม่น้ำคงคามีลักษณะพิเศษกว่าแม่น้ำอื่นใด คือ มีปริมาณของออกซิเจนละลายในน้ำสูง และยังมีจุลินทรีย์ที่สามารถกินไวรัสรวมถึงเชื้อแบคทีเรียได้อีกด้วย ยิ่งมีปริมาณของเสียปล่อยลงน้ำเท่าใด ก็ยิ่งเพิ่มจำนวนของจุลินทรีย์เท่านั้น และทำให้น้ำในแม่น้ำคงคามีความสามารถที่จะปรับตัวไปสู่สภาพปกติมากกว่าแม่น้ำทั่วไปถึง 25 เท่า (จาก..wikipedia.org/wiki)
หากท่านใดมีโอกาส ก็ควรจะไปสักการะสังเวชนียสถานสักครั้ง เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต
ตตนเอง และได้เห็นประเพณี วัฒนธรรม และความเป็นอยู่ของชาวอินเดียว ยามกลับมาถึงประเทศไทยแล้ว เราจะมีความรักประเทศไทยมากยิ่งขึ้นครับ !!!

หลวงพ่อทองพูน ปุญญกาโม

วันนี้ ได้รับเหรียญหลวงพ่อทองพูน ปุญญกาโม วัดป่าอภัยวัน บ้านทุ่ม อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น รุ่นพระราชทานเพลิงสรีระสังขาร ๖ มกราคม ๒๕๕๖

หลวงพ่อทองพูนฯ ท่านเป็นพระปฏิบัติสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต โดยเป็นศิษย์ของหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ วัดป่าอรัญญบรรพต จังหวัดหนองคาย

เหรียญหลวงพ่อทองพูนฯ


 ประวัติหลวงพ่อ

นามเดิม ทองพูน ส่งสุข เกิดวันเสาร์ที่ ๖ กรกฎาคม ๒๔๘๙ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๘ ปีจอ บิดามีนามว่า นายรุณ ส่งสุข มารดามีนามว่า นางส่อง ส่งสุข ภูมิลำเนาเดิมจังหวัดมหาสารคาม

วิทยาฐานะ 
จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนกระบากวิทยาคาร ต. เหล่าดอกไม้ อ.ชื่นชม จ.มหาสารคาม 
อาชีพก่อนอุปสมบท ซื้อ ขาย แลกเปลี่ยนรถยนต์ (ร้านยนต์สามัคคี อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์) 
ชีวิติสมรส ภรรยาชื่อ นางเสาวนีย์ ธรรมสินย์ (นาสกุลเดิม หย่าร้างแล้ว) 
มีบุตร คือ พระมหาชูชาติ ตปสีโล ปธ.๕ (ปัจจุบันจำพรรษา ณ ประเทศเยรมันฯ 
ภูมิลำเนาเดิม เลขที่ ๑-๔ ถนนถีนานนท์ ตำบลกาฬสินธุ์ อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ บรรพชา/อุปสมบท
การอุปสมบท ได้รับการอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดหินหมากแป้ง ตำบลพระพุทธบาท อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย เมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๒๗ โดยมี พระอุปฌาย์คือ พระครูญาณปรีชา หรือหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ วัด ป่าอรัญญบรรพต 

การศึกษา
- นักธรรมชั้นเอก 


สมณศักดิ์ 
พุทธศักราช ๒๕๓๘ เป็นฐานานุกรมที่พระครูสังฆรักษ์ ของพระราชวินยาภรณ์ จังหวัดมหาสารคาม 


เมื่อวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๕ เวลา ๐๒.๓๐ นาฬิกา ท่านได้มรณภาพที่ศูนย์โรคหัวใจสิริกิติ์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ขอน้อมกราบและเผยแพร่บารมีของท่านไว้ ณ ที่นี่!!!


หลวงพ่อช่อ

เมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๖๒ ที่ผ่านมา หลังจากรับประทานอาหารกลางวันเสร็จแล้ว ได้เดินเข้าไปร้านทองที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับศูนย์อาหาร ร้านดังกล่าวนอกจากจะหน่ายทองรูปพรรณแล้ว ยังมีพระเครื่อง และพระบูชามาให้เช่าด้วย

พระครื่องจะมีหลายหลากรูปแบบ มีทั้งพระผง พระเหรียญ พระบูชา มีทั้งเก่า และใหม่ สอบถามเจ้าของร้านแจ้งว่า มีลูกค้านำมาฝากวางจำหน่าย บางคนก็นำมาให้เช่าในราคาถูก และบางคนมาให้เช่าเหมาก็มี

มีบางครั้งเคยไปพบช่วงที่ทางร้านรับเช่าพระเครื่องมาจากลูกค้า ปรากฎว่ายังมีสภาพเก่แกะ บางองค์มีปลวกแทะพระเครื่องก็มี จึงมักจะหาโอกาสไปแวะเวียนอยู่บ่อย บางโอกาสโชคดีก็ได้พระดี ๆ ในราคาบ้าน ๆ มาใช้

วันนี้ก็เช่นกัน ได้แวะเวียนไปเหมือนเคย สอบถามว่ามีพระใหม่มาใหม่ ได้รับแจ้งว่าวันนี้ไม่มี เลยแวะเข้าดูดูพระเหรียญเก่า ๆ ที่ยังมีหลงเหลืออยู่จำนวนหนึ่ง ส่องดูไปหลายองค์ แต่มาสุดตัวพระเหรียญหนึ่ง คือ เหรียญ " พระครูสังวรานุโยค (หลวงพ่อช่อ)" รุ่นสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี

ลองทดสอบพุทธคุณ ปรากฎว่ามีพระพุทธคุณ ถือว่าเป็นเหรียญแท้แน่นอน จึงได้บูชามาไว้เป็นที่ระลึก แต่พอมาอ่านประวัติท่านแล้ว ไม่ธรรมดาเลยครับ !!!



เหรียญหลวงพ่อช่อ รุ่นสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์

ประวัติท่าน


หลวงพ่อช่อ วัดโคกเกตุบุญญสิริ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ศิษย์หลวงพ่อชุ่ม วัดกุฏิบางเค็ม หลวงพ่อสด วัดปากน้ำภาษีเจริญ
เดิมชื่อ ช่อ มุสสะ เกิดวันที่ 7 มี.ค. พ.ศ.2460 ที่ ต.บางเค็มใต้ อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี อุปสมบทขณะอายุ 22 ปีเมื่อวันที่ 28 เม.ย. พ.ศ.2482 ณ วัดกุฏิบางเค็ม โดยมี หลวงพ่อชุ่ม วัดกุฏิเป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์หงส์ วัดกุฏิเป็นพระกรรมวาจาจารย์ หลวงพ่อชื่น วัดโพธิ์บางเค็ม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ บวชแล้วได้ศึกษากรรมาฐานและพุทธาคมกับหลวงพ่อชุ่ม วัดกุฎิ และึิััหลวงพ่อสด วัดปากน้ำภาษีเจริญ 

ต่อมาได้เป็นเจ้าอาวาสวัดโคกเกตุบุญญสิริและได้รับสมณศักดิ์ที่พระครูสังวรานุโยค มรณภาพเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2551

หลวงพ่อช้อน ได้เคยกล่าวไว้ในเฟสบุ๊คส่วนตัวว่า...หลวงพ่อช่อรูปนี้ท่านมีดีมาตั้งแต่ภพชาติที่แล้ว ท่านเคยเล่าให้ผู้เขียนฟังว่าเมื่อสมัยเด็กตอนอายุ 4-5 ขวบ ท่านเห็นพี่สาวท่านหาบขนมขาย แต่เหลือกลับบ้านมาทุกวัน ท่านเลยเสกน้ำในจอกให้เป็นน้ำมนต์ด้วยคาถาที่ท่านรู้ขึ้นเอง (ติดมาจากภพชาติที่แล้ว) เสกเสร็จท่านก็ประพรมน้ำมนต์ไปบนขนมในกระจาดที่พี่สาวจะหาบไปขาย ส่วนน้ำมนต์ที่เหลือในจอกท่านก็สาดขึ้นบนหลังคาจาก ปรากฏว่าคราวนี้พี่สาวท่านขายขนมหมดแต่เช้าทุกวัน

 เมื่อมาบวชเป็นพระท่านก็ยังนำคาถานี้มาช่วยสงเคราะห์ลูกศิษย์จนโด่งดัง
ส่วนวิชาคงกระพันมหาอุดท่านเรียนมาจากหลวงพ่อชุ่ม ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ของท่าน วิชาในสายวัดกุฏิบางเค็มนี้ขลังยิ่งนัก เพราะท่านใช้ปลุกเสกพระสมเด็จคะแนนจนเกิดประสบการณ์ยิงไม่เข้ากระสุนแบนติดหัวจนโด่งดังขึ้นหน้า1หนังสือพิมพ์รายวัน จนพระสมเด็จรุ่นนั้นได้รับฉายาว่า รุ่นกระสุนแบน วิชาเหล่านี้ท่านได้ถ่ายทอดไว้กับลูกศิษย์ 2-3ท่าน 
นี่เป็นเพียงประวัติส่วนหนึ่งของท่าน เพื่อให้ทราบความเป็นมาของเหรียญและประวัติของท่าน และเป็นการเผยแพร่บารมีครับ !!!