ทุกปีที่ผ่านมา ในช่วงเข้าพรรษา จะเข้าวัดไปสวดมนต์ทุกวันพระที่วัดมัชฌันติการาม (วัดน้อย) เว้นบางวันพระที่ติดธุระ ไม่สามารถจะไปร่วมสวดมนต์ได้ แต่ก็ได้ตั้งจิตอธิษฐานเสมอว่าจะพยายามเข้าวัดไปสวดมนต์ให้ได้ทุกวันพระ ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา แต่ผ่านมาหลายปีแล้ว ยังทำไม่ได้เลย ก็ต้องพยายามในปีต่อไปอีก
รูปเหมือนหลวงปู่อ่อน ญาณเตโช
ตรงประตูทางเข้าวัดน้อย จะมีวิหารติดตั้งรูปเหมือนหลวงปู่อ่อน ญาณเตโช อดีตเจ้าอาวาสรูปแรก และเป็นพระเกจิที่มีชื่อเสียงโด่งดัง และเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะในแถบบางซื่อและนนทบุรี และทุกปีก็จะมีงานทำบุญครบรอบวันมรณภาพของท่านตลอดมา เรียกว่า"งานประจำปี "
ผู้เขียนพยายามหาเหรียญของท่านตลอดมา พยายามหาเช่าแถวร้านเข่าพระในพื้นที่ แต่เป็นที่น่าแปลกใจว่าหายากมาก เคยสอบถามผู้สูงอายุแถวชุมชน มีท่านหนึ่งบอกว่า มีอยู่ ๔ เหรียญ แต่ไม่ยอมปล่อยให้ใคร เพราะเป็นเหรียญยหายากมากๆ
ด้วยความตั้งใจ ที่อยากได้เหรียญท่านมาสักการะบูชา ปรากฎว่ามีคุณป้าท่านหนึ่งที่ไปช่วยงานวัดเป็นประจำ สอบถามถึงเรื่องเหรียญหลวงปู่อ่อนฯ ท่านก็มามอบให้ผู้เขียนโดยไม่คิดค่่า และราคา จึงได้นำเหรียญเกจิอื่นมาแลกเปลี่ยนกับคุณป้าท่านนั่น..จึงเป็นบุญของเรา..
รูปเหมือนหลวงปู่อ่อน ญาณเตโช
ประวัติหลวงปู่อ่อน
ประวัติของท่านไม่มีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร มีเพียงคำบอกเล่าต่อ ๆ กันมา ซึ่งพอจะทราบประวัติของท่าน ดังนี้
หลวงปู่อ่อน ญาณเตโช เป็นคนอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี
ไม่ทราบว่าอุปสมบทเมื่อไหร่สันนิษฐานว่าอุปสมบทในรัชกาลที่ ๔ หลังจากอุปสมบทในบวร
พระพุทธศาสนาแล้วก็ได้ศึกษาเล่าเรียน พระปริยัติธรรม
ตามที่มีในสมัยนั้น รวมทั้งศึกษาไสยศาสตร์ โหราศาสตร์ เวทย์มนต์คาถาต่าง ๆ
จากสำนักของครูอาจารย์ที่มีในสมัยนั้น ทั้งในเขตจังหวัดชลบุรี บ้านเกิด ชัยนาท
อ่างทอง ลพบุรี อยุธยา จนมีความเชี่ยวชาญ
หลวงปู่อ่อนเป็นศิษย์สำนักเรียนเดียวกันกับหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า
จังหวัดชัยนาท กอปรกับหลวงปู่มีนิสัย ชอบธุดงค์กรรมฐานไปในสถานที่สงัด
ปราศจากผู้คนเพื่อเจริญวิปัสสนากรรมฐานอาจกล่าวได้ว่าจังหวัดต่างๆ
ในเขตภาคกลางนี้เกือบทั้งหมด
หลวงปู่เคยเดินธุดงค์ไปมาหมดแล้ว
หลวงปู่จึงมีชื่อเสียงทั้งทางเมตตาและทางขมังเวทย์ตั้งแต่ยังเป็นภิกษุหนุ่ม
ประจวบกับสมัยนั้นเจ้าจอมมารดาเที่ยงและลูกหลานได้มาอุปถัมภ์ ในการสร้าง
วัดมัชฌันติการามอยู่ และได้กราบทูลสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณ วโรรส
ทรงรับเป็น พระธุระช่วยเหลือในการปฏิสังขรณ์ พระอารามในด้านต่าง ๆ ทั้งอุโบสถ
เจดีย์ ศาลาการเปรียญ
และกุฏิรับรองพระสงฆ์ในขณะเดียวกันก็หาพระภิกษุที่มีศีลาจารวัตร
เป็นที่น่าเลื่อมใสมาเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดด้วย
การก่อสร้างศาสนวัตถุต่าง ๆ ได้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย ยังขาดแต่พระภิกษุผู้จะมาจำพรรษาและดำรงตำแห่งเจ้าอาวาส
กิตติศัพท์ของหลวงปู่อ่อนว่าเป็นผู้มี
ศีลาจารวัตรงดงามน่าเลื่อมใสได้ทราบไปถึงพระกรรณของสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรม
พระยาวชิรญาณวโรรส ได้มีรับสั่งให้เข้าเฝ้าและได้ตรัสรับสั่งนิมนต์ให้อยู่จำพรรษา
เพื่อเป็นการฉลองศรัทธาของผู้อุปถัมภ์วัดและศรัทธาของประชาชน
ชาวสวนคลองบางเขนใหม่ด้วย หลวงปู่อ่อนจึงได้มาอยู่จำพรรษาที่วัดมัชฌันติการาม
ตั้งแต่ปี พุทธศักราช ๒๔๑๗ เป็นต้นมา หลังจากการก่อสร้างอุโบสถ เจดีย์
ศาลาการเปรียญ และกุฏิรับรองพระสงฆ์ เสร็จเรียบร้อยแล้ว
มีการจัดงานผูกพัทธสีมา
ฝังลูกนิมิตอุโบสถพร้อมทั้งฉลองวัดไปในงานเดียวกันใน ปีพุทธศักราช ๒๔๑๘ โดยมีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า
กรมพระยาวชิรญาณ วโรรส
เป็นประธานในการผูกพัทธสีมาหลังจากงานเสร็จหลวงปู่ก็อยู่ปกครอง
คณะสงฆ์เป็นที่พึ่งแก่คณะอุบาสก อุบาสิกาวัดมัชฌันติการามเป็นลำดับมา โดยได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสมาตั้งแต่ปีพุทธศักราช
๒๔๔๐ จากความที่หลวงปู่เป็นพระภิกษุที่มีศีลาจารวัตรงดงามเป็นที่
เคารพนับถือของคนในท้องถิ่นนี้เป็น จำนวนมาก และเป็นพระภิกษุที่ทรงไว้ซึ่งวิทยาคุณ
เป็นที่เลื่องลือของคนทั่วไป
จนข่าวได้ทราบไปถึงพระเนตรพระกรรณของกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์
ซึ่งเป็นลูกศิษย์เอกของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จังหวัดชัยนาท
ว่ามีสหธรรมิกของหลวงปู่ศุขได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส
วัดมัชฌันติการาม จนมีชื่อเสียงปรากฏ มีลูกศิษย์ที่ให้ความเคารพนับถือเป็นจำนวนมาก
ใคร่ที่จะมาฝากตัวเป็นศิษย์บ้าง
พระองค์ จึงได้แจวเรือมาทางแม่น้ำเจ้าพระยา
เข้าคลองบางเขนใหม่ ซึ่งเป็นทางคมนาคมเข้าออกวัดที่สะดวกที่สุดในสมัยนั้นกับทหารองครักษ์
ขึ้นที่ท่าน้ำแล้วเข้าไปกราบ
ใคร่อยากทดลองดูวิทยาคุณของหลวงปู่ว่าสมคำเล่าลือหรือไม่
จึงกราบเรียนขอวัตถุมงคลจากพระเดชพระคุณหลวงปู่
และได้รับเมตตาเป็นผ้าประเจียดจากหลวงปู่ ซึ่งถือว่าเป็นสุดยอดขมังเวทย์ของท่าน
จึงอยากทดลองดูโดยแจวเรือออกไปที่แม่น้ำเจ้าพระยากับทหารองครักษ์
แล้วนำผ้าประเจียดมาตั้งจิตอธิฐานว่า
ถ้าหลวงปู่มีวิยาคุณสมคำเล่าลือจริงขอให้ยิงพระแสงปืนไม่ออก แล้วได้ทดลองดูหลายครั้ง
พระแสงปืนยิงไม่ออก ได้ประจักษ์พยานด้วยพระองค์เอง
จึงหันเรือกลับมาที่วัดมัชฌันติการาม ฝากตัวเป็นศิษย์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
ยังมีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาอีกของบรรดาแม่ค้าที่นำสินค้าเข้ามาขายตามคลองบางเขนใหม่
เมื่อเดินทางถึงหน้าวัดมักขอพรจากรูปเหมือนหลวงปู่อ่อน
และกวักน้ำที่ท่าน้ำวัดปะพรมที่เรือและสินค้าต่าง ๆ
ในเรือเพื่อความเป็นสิริมงคลค้าขายดี จนทำกันเป็นประเพณี
เป็นที่น่าอัศจรรย์ว่าขายของต่าง ๆ ได้หมดในเวลาไม่นาน
หลวงปู่จึงเป็นที่เคารพอย่างยิ่งของแม่ค้าทางเรือที่สัญจรค้าขายไปมา
จนชื่อเสียงของหลวงปู่อ่อนในทางเมตตามหานิยม
ขมังเวทย์ยิ่งโด่งดังเป็นที่โจษขานของคนทั่วไปยิ่งขึ้น
จนชื่อเสียงไปถึงสำนักพระราชวัง
ในหลวงรัชกาลที่ ๕ ซึ่งเป็นผู้โปรดเกล้าฯ
พระราชทานนามวัดได้ทรงทราบ ใคร่จะพระราชทานสมณศักดิ์ให้
เพื่อเป็นการบูชาคุณหลวงปู่ แต่เนื่องจากหลวงปู่เป็นพระที่มักน้อยสันโดษ
ไม่ปรารถนายศถาบรรดาศักดิ์ใด ๆ
หลวงปู่จึงไม่เดินทางไปเข้ารับพระราชทานสัญญาบัตรพัดยศและผ้าไตร
ในพระบรมมหาราชวังทั้ง ๆ ที่ในสมัยนั้นการปกครองเป็นแบบระบบสมบูรณาญาสิทธิราช
จึงเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่จากกรมสังฆการีนำตราตั้งและพัดยศมาถวายถึงวัดมัชฌันติการาม
ในกาลต่อมาทางเจ้าคณะเขตผู้ปกครองตามลำดับชั้น
ได้พิจารณาเห็นว่าหลวงปู่อ่อนเป็นผู้ที่มีพรรษากาลพอควร
มีตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสมานาน มีศิษยานุศิษย์มากมาย
จึงเสนอแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ เพื่อให้การอุปสมบทกุลบุตร ผู้มีจิตศรัทธาใคร่อุปสมบทในบวรพระพุทธศาสนา ในบรรดาสิทธิวิหาริก
ของหลวงปู่เป็นอุปัชฌาย์ให้นั้น ที่มีชื่อเสียงปรากฏเป็นถึงรองสมเด็จพระราชาคณะ
คือ พระเดชพระคุณ พระญาณวโรดม (สนธิ์ กิญจกาโร)
อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร
หลวงปู่อ่อนในขณะนั้นจึงมีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วทุกทิศ
มีศิษยานุศิษย์ทั้งฝ่ายเจ้านายชั้นสูง พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์
และประชาชนทั่วไปนับถือเป็นจำนวนมาก
เมื่อถึงวันคล้ายวันเกิดของหลวงปู่อ่อน
บรรดาศิษยานุศิษย์ต่างก็มาร่วมกันในการทำบุญทำกุศล
ที่ศาลาการเปรียญวัดมัชฌันติการาม แม้การคมนาคมจะไม่สะดวก
แต่บรรดาศิษยานุศิษย์ต่างก็ตั้งใจกันมาด้วยจิตอันศรัทธาต่อหลวงปู่อ่อน ญาณเตโช
หรือสมณศักดิ์ “พระครูธรรมสารวิจิตร” ในวันขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๓ ของทุกปี
ศิษยานุศิษย์ ต่างก็รู้กันโดยปริยายต้องมาร่วมทำบุญ
กาลต่อมาหลังจากที่หลวงปู่อ่อนได้อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้กับศิษยานุศิษย์มาเป็นเวลานานจนเลยเข้าสู่วัยชรา
ธรรมดาของสังขารย่อมมีร่วงโรยไปตามกาลเวลา
พระครูธรรมสารวิจิตร
ก็เช่นเดียวกัน หลวงปู่ได้ป่วยด้วยโรคชราภาพ และได้ถึงแก่มรณภาพ ในขณะที่มีอายุได้
๗๐ กว่าปี ในตอนต้นของสมัยรัชกาลที่ ๖ สังขารของหลวงปู่อ่อน
ได้ทำการพระราชทานเพลิงศพที่วัดมัชฌันติการาม
หลังจากนั้นได้มีการนำอัฐิของหลวงปู่ไปบรรจุไว้ภายใต้รูปเหมือน หลวงปู่อ่อน
ญาณเตโช
ที่วิหารของท่านในปัจจุบัน แต่บรรดาศิษยานุศิษย์ที่เคารพนับถือในตัวท่านก็ยังระลึกถึงคุณงามความดีของท่านกันอยู่ทุกปี
ในวันขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๓ ของทุกปี ศิษยานุศิษย์ทุกหมู่เหล่าจะมาทำบุญบำเพ็ญกุศล
อุทิศถวายแด่หลวงปู่อ่อนมาตลอดจนเป็นประเพณีงานประจำปีปิดทองรูปเหมือนของท่านมาจนถึงปัจจุบัน













