วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2561

สมเด็จอุหลวงพ่อเกษม

อาทิตย์ที่แล้ว ได้ไปรับประทานอาหารกลางวันที่อาคารรัฐประศาสนศาตร์ (อาคารบี) ซึ่งจะมีร้านอาหารเจอยู่ ๑ ร้าน จะไปทานเป็นประจำ ถ้าวันไหนไม่ได้พกพาอาหารมาจากบ้าน วันนี้ก็เช่นกัน หลังจากทานอาหารเรียบร้อยแล้ว จะต้องแวะส่องร้านพระเครื่องแถวใต้ตึกอาคารบีทุกครั้ง จะมีร้านขาประจำ ๑ ร้าน

ไปบ่อยจนเจ้าของร้่านจำหน้าได้ และเรียกป๋าตลอด หากดูแล้ว มีพระเครื่องที่ถูกใจก็จะลดแหลกแจกแถมให้ตามสภาพของเหรียญ

เจ้าของร้านก็จะบอกแหล่งที่มาของพระว่า...จะเป็นของข้าราชการที่อยู่ในตึกนำมาฝากขายบ้าง มีคนเอาพระที่บ้านมาขายให้แบบเหมาบ้าง...ดูพระบางองค์เป็นพระบ้าน เก่า มีราคา แต่ทางร้านจะนำมาขายแบบเหมา หรือ ตามสภาพ

วันนี้ก็เช่นกัน เข้าไปร้านก็นำหลังเก่า ๆ มาให้ดู ปรากฎว่าภายในมีพระเครื่องและเหรียญเก่า ๆ ยังมีสภาพสนิมเกรอะ ถ้าเป็นพระผงก็มีปลวกมาชอนไช เป็นรอย บางองค์ก็แตก ปิ่น เนื่องจากความเก่าและเก็บไว้นาน เจ้าของคงปล่อยทิ้งไว้ ไม่ได้ดูแล

เท่าที่ดูมีพระสมเด็จหลังอุของหลวงพ่อเกษม จำนวน ๓ องค์ มีรอยปลวกกกินเป็นรอยปิ่น บางองค์ก็มีสภาพสมบูรณ์ แต่กล่องมีรอยปลวกแทะ นอกนั้น ก็จะมีพระของขวัญรุ่นปี ๒๕๓๔ จำนวนหลายองค์ มีรูปหล่อหลวงพ่อวัดปากน้ำ หลายองค์ แสดงให้เห็นว่า...เจ้าของมีความเชื่อและศรัทธาในองค์หลวงพ่อวัดปากน้ำไม่น้อยเลยทีเดียว

นอกนั้นมีเหรียญอีกหลายองค์ บางองค์ก็ไม่ค้นชื่อ มีเหรียญฉลอง ๒๐๐ ปี กรุงรัตนโกสินทร์ด้วย และมีเหรียญบาท เหรียญที่ใช้ในสมัยเก่า ๆ ที่เป็นวงกลม เจาะรูจำนวนหลายเหรียญ

วันนั้นได้เช่าพระของขวัญ รุ่นซื้อที่ดินถวาย ปี พ.ศ.๒๕๓๔ เหรียญทองแดง จำนวน ๑ เหรียญ และตั้งใจว่า..วันหลังจะมาบูชาสมเด็จหลังอุของหลวงพ่อเกษม เอาไว้บูชาสักองค์


พอมาวันนี้ ไปดูอีกทีมีคนมือดีเอาไปเสียแล้ว มีเหลือเพียงองค์เดียวที่รอยปิ่น และเป็นรู เจ้าของร้นบอกว่า..ไม่เป็นไร พุทธคุณยังหมือนเดิม ..ปล่อยให้ในราคามิตรภาพ พร้อมใส่กรอบให้ด้วย..หวานหมู!!!

ถึงแม้ว่าพระสมเด็จจะมีรอยบิ่น ชำรุดบางส่วน และรูในองค์พระก็ตาม ก็มีความศรัทธาในหลวงพ่อ ขอบูชาเอามาไว้ เพื่อระลึกถึงพระคุณของท่าน

ประวัติสมเด็จอุหลวงพ่อเกษม

พระเนื้อผง เนื้อผงพุทธคุณผสมจีวร ก้านธูปอธิษฐาน พิมพ์พระสมเด็จ หลังอุ ๓ นะ หลวงพ่อเกษม เขมโก สร้างปี พ.ศ.2531 พระสวย สมบูรณ์ 
รวมเฉลิมฉลองเนื่องในวโรกาสที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจุบัน ทรงครองสิริราชสมบัติยาวนานยิ่งกว่าสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า ในประวัติศาสตร์ชาติไทย วันรัชมังคลาภิเษก 2 กรกฎาคม 2531
หลวงพ่อเกษม เขมโก สำนักสุสานไตรลักษณ์ จ.ลำปาง พระผู้ทรงอภิญญาบารมี ตนบุญแห่งลานนาไทย ท่านได้สละตำแหน่งเจ้าอาวาส เดินทางมุ่งหน้าสู่สุสานป่าช้า สถานที่ที่ท่านใช้ปฏิบัติธรรมตลอดอายุขัยของท่าน หลวงพ่อเป็นพระอริยะสงฆ์ที่มีวัตรปฏิบัติและปฏิปทาที่ควรแก่การกราบไหว้สักการะบูชาเป็นอย่างยิ่ง วัตถุมงคลที่ท่านอธิษฐานจิตล้วนแล้วแต่ทรงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์และเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความบริสุทธิ์แห่งมหาพุทธานุภาพ ซึ่งสร้างประสบการณ์มากมายให้กับผู้ที่ใช้บูชา วัตถุมงคลของท่านจึงเป็นของดีที่เป็นที่ต้องการของลูกศิษย์ลูกหาและประชาชนทั่วไป ( จาก G-pra.com)

สมเด็จ หลังอุ3นะ หลวงพ่อเกษม เขมโก ปี 31 เนื้อผงพิเศษ มวลสารมากมาย อาทิ ก้านธูป ดอกไม้ จีวร ผงสมเด็จเก่า ฯลฯ  พระรุ่นนี้ปลุกเสก2 ครั้ง 2 ก.ย. 31 และ19 ส.ค. 31 เนื่องด้วยจำนวนการสร้างไม่มากนักจึงไม่ค่อยมีหมันเวียนให้เก็บสะสมหรือซื้อ ขายกันบ่อยนัก

หลังจากได้บูชาแล้ว ได้เดินทางไปหาหมอที่โรงพยาบาลบ้านแผ้ว ช่วงที่เดินไป ได้ลองทดพระพุทธคุณ ว่ายังมีอยู่เหมือนเดิมหรือไม่

ได้ทดสอบตามแนวทางที่เคยปฏิบัติมาก ก็มีความรู้สึกสัมผัสได้กับพุทธคุณพระสมเด็จดังกล่าว ยังมีพระพุทธคุณเหมือนเดิม...นับว่าเป็นโชคดีของเราที่ยังมีเหลือให้บูชา..รูปัง สังฆานัง วันทามิ!!! สาธุ

พุทโธ วโร สติมโต สัพพอัตรายา วินาสสันตุ...สาธุ สาธุ สาธุ 

วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2561

หลวงพ่อสุพจน์ฯ...

วันที่ ๒ กันยายน ๒๕๖๑ ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสเข้าไปทำบุญ เนื่องในวันเกิดของคุณยาย ที่วัดสุวรรณบรรณพต อำเภอแกลง จังหวัดระยอง

วัดดังกล่าว เป็นวัดป่า ทางวัดกำลังก่อสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ มีแผ่นป้ายโฆษณาให้บูชาพระเครื่อง เพื่อหาทุนในการก่อสร้างพระอุโบสถหลังใหม่



เดินดูตามบริเวณศาลาการเปรียญแล้ว ทราบว่าวัดดังกล่าว เป็นสาขาหนึ่งของหลวงพ่อสมชาย วัดเขาสุกิม จังหวัดจันทบุรี ที่วัดแห่งนี้ พระคุณเจ้าฉันอาหารเวลาเดียว การฉันอาหารมีรูปแบบ เหมือนกับวัดป่าทั่วไป โดยฉันภัตตาหารในบาตร

ในวันนั้น นอกจากจะได้ถวายภัตตาหารเพลแด่พระคุณเจ้าแล้ว ได้นำต้นหนานเฉาเหวย ไปถวายให้กับพระคุณเจ้าอีกด้วย เนื่องจากได้รับทราบว่า ท่านป่วยเป็นโรคเบาหวานด้วย จึงนำต้นไม้สมุนไพรดังกล่าวมาถวายเพื่อปลูกไว้ที่วัด ใช้ปรุงเป็นยายแก้โรคเบาหวาน และนมัสการท่านว่า...ฉันแบบสด ๆ วันละ ๒ ใบ หรือ ต้มน้ำร้อนฉันก็ได้...

ทางขึ้นศาลา ได้ดูตามตู้ปรากฎว่า..มีพระเครื่องให้บูชา หลายรุ่นด้วยกัน บางรุ่นก็เก่ามานานแล้ว สังเกตุจากตลับพระที่ใส่พระ และมีรุ่นใหม่ๆ ได้แก่ เหรียญมหาลาภ และรุ่นเสือ ของหลวงพ่อสุพจน์ ฐิตัพโพ วัดห้วงพัฒนา  จังหวัดตราด

จากการสอบถามศิษย์วัดบอกว่า..เสือของหลวงพ่อสุุพจน์ เป็นรุ่นที่เขานิยมกันมาก และมีประสบการณ์จากคนในพื้นที่ จึงบูชามา ๑ เหรียญ



ลองไปค้นประวัติของท่านดู ปรากฎว่า หลวงพ่อสุพจน์ ท่านเป็นศิษย์ และไปศึกษากับพระอาจารย์มาหลายแห่งด้วยกัน

ประวัติหลวงพ่อสุพจน์ วัดห้วงพัฒนา เขาสมิง ตราด
พระครู สุพจนวรคุณ ฐิตพฺพโต หลวงพ่อสุพจน์ (เทพเจ้าแห่งเสือสมิง)
วัดห้วงพัฒนา ตำบลแสนตุ้ง อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด
ในยุคแห่งสมถกรรมฐานกำลังเจริญรุ่งเรือง ดุจประทีปธรรมของพระพุทธองค์ ถูกจุดว่างไสวขึ้น ณ. แดนดงอันวิเวก ห่างไกลความเจริญนั้น
หลวงพ่อ สุพจน์ ฐิตพฺพโต เป็นพระสานุศิษย์องค์หนึ่งของแม่ทัพธรรมสายอรัญวาสี ซึ่งมีจิตมุ่งมั่นปฏิบัติธรรม เพื่อเป็นไปตามแนวทางของการหลุดพ้นตามวิถีครูบาอาจารย์ผู้มีความชำนาญในสายวิปัสสนากรรมฐานท่านมีใจรักและเลื่อมใสในการปฏิบัติธรรมมาก่อน
นามเดิม สุพจน์ นามสกุล รัตนพาหิระ อายุ ๖๗ พรรษา ๔๖ เกิดเมื่อวันพุธ (ชึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๖ ปีระกา) เดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๔๘๘ ณ. บ้านเลขที่ ๔๐ ตำบลชำราก อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด

ผู้ที่อาศัยอยู่ในชนบทสมัยก่อนนั้นมีอาชีพหลักคือการทำนา โดยสมัยนั้นยังใช้วัวควายไถนาปลูกข้าวอยู่ ว่างจากการเล่าเรียน หลวงพ่อท่านก็ช่วยโยมบิดามารดาทำนา หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวเข้ายุ้งฉางแล้ว หลวงพ่อก็ไปช่วยทำงานในสวนอีก ตั้งแต่ปักไม้และขุดหลุมเพื่อเอากล้ายางพาราลงปลูกไปเป็นแถวๆ ช่วยใส่ปุ๋ย พรวนดิน รดน้ำ ถากหญ้ารอบๆโคนต้นยางเรียกว่าหนักเอาเบาสู้ ทำด้วยความขยันขันแข็งจนเป็นที่รักใคร่ของโยมบิดามารดาและญาติๆบางครั้งหลวงพ่อยังไปรับจ้างเลื่อยไม้ จนเป็นที่ยอมรับกันในหมู่บ้านว่า หลวงพ่อเป็นผู้มีฝีมือในการเลื่อยไม้คนหนึ่งในตำบลชำราก ดังนั้นจึงมีคนมาจ้างให้เลื่อยไม้เป็นประจำมิได้ขาด

อุปนิสัยของหลวงพ่อ ผู้ใกล้ชิดสมัยนั้นเล่าให้ฟังว่า ตอนเริ่มเป็นหนุ่มก็มีนิสัยดื้อรั้นบ้างแต่ไม่มากล แต่หลวงพ่อเป็นคนจริง จึงเป็นเหตุที่มาของการที่หลวงพ่อ ประสพผลสำเร็จในการปฏิบัติธรรม จนมีกิตติศัพท์กิตติคุณฟุ้งขจรขจายไปทั่วจังหวัดตราดและในเขตใกล้เคียง

เมื่อหลวงพ่อมีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ โดยโยมบิดามารดาจึงพร้อมใจกันให้หลวงพ่อบรรพชาอุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดคีริวิหาร ตำบลชำราก อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด เมื่อวันที่๒๒ พฤษภาคม ๒๕๐๘ ได้รับฉายาว่า ฐิตพฺพโต แปลว่า ผู้มีวัตรอันตั้งอู่แล้ว โดยมีพระวินัยบัณฑิต(ถาวร ฐานุตฺตโร ป.ธ.๗) วัดวรดิตถาราม เป็นพระอุปัชฌาย์ พระมหาทองดี อนาวิโล(ปัจจุบันพระเทพเมธาจารย์ ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดตราด ธ.) วัดวรดิตถาราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์พระหัน คุณวนฺโต (ปัจจุบัน พระโวภณธรรมธาดา เจ้าคณะจังหวัดตราด ธ.) วัดคีริวิหารเป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อหลวงพ่อได้บรรพชาอุปสมบทแล้วได้ศึกษาธรรมวินัยและจำพรรษาอยู่ที่วัดคีริวิหาร 

ในพรรษาแรกหลวงพ่อได้ตั้งใจเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ควบคู่กับการศึกษาพระธรรมวินัย พร้อมทั่งท่องบ่นสาธยายมนต์และหนังสือนวโกวาท ซึ่งเป็นพื้นฐานเบื้องตนของพระสายกรรมฐาน ที่พระอริเจ้าทั้งหลายได้พากันดำเนินมา อีกทั้งหลวงพ่อยังได้ออกธุดงค์ชนิดบุกเดี่ยวฝากชีวิตไว้กับพระรัตนตรัย เอาความเป็นความตายเข้าแลก เพื่อดำรงธรรมของพระพุทธเจ้าเพื่อแสวงหาครูบาอาจารย์ ทราบว่าหลวงพ่อจาริกไปทางเมืองเหนือ เข้ากราบนมัสการครูบาอาจารย์เพื่อขอเป็นศิษย์สายพระอาจารย์มั่น คือหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร แห่งวัดถ้าผาป่อง จังหวัดเชียงใหม่ บำเพ็ญภาวนาอยู่นานหลายปี ท่านได้มอบตัวเป็นศิษย์และอยู่ศึกษาอบรมสมาธิในสายหลวงปู่มั่นเรื่อยมา ด้วยความจริงใจและเด็ดเดี่ยว 

หลวงพ่อสุพจน์ได้ฝึกปฏิบัติกรรมฐานในป่าอันสงัด ห่างไกลจากบ้านเรือนของผู้คน โดยตั้งปณิธานไว้ว่า จะเป็นก็เป็น จะตายก็ตาย จิตมุ่งอยู่แต่สมาธิภาวนาเท่านั้น ขณะที่ศึกษาอบรมอยู่กับหลวงปู่สิม ก็ได้เรียนรู้ข้อปฏิบัติอันเป็นเครื่องขูดเกลากิเลส ตลอดถึงจิตภาวนาที่หลวงปู่สิมได้พาดำเนินไปด้วยความถูกต้องดีงาม ตามหลักพระธรรมวินัย ซึ่งหลวงพ่อสุพจน์ ท่านได้สืบทอดข้อวัตรปฏิบัติเรื่อยมา และอุบาสก อุบาสิกาในเวลาต่อมา และครูบาอาจารย์อีกหลายท่านที่หลวงพ่อได้เคยเข้าไปศึกษาอบรมสมาธิภาวนาเช่น หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ จังหวัดหนองคาย หลวงพ่อเทศน์ เทสรังสี จังหวัดหนองคาย หลวงพ่อท่อน ญาณธโร จังหวัดเลย หลวงพ่อคำพอง จังหวัดขอนแก่น หลวงพ่ออ่อนศรี ฐานวโร วัดถ้ำประทุม จังหวัดชลบุรี อาจารย์ฟั่น อาจาโร หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงตามหาบัว จังหวัดอุดรธานี หลวงพ่อศรี ฐิตธมฺโม ถ้ำเหวลึก จังหวัดสกลนคร หลวงพ่อสรวง สิริปุญโญ วัดศรีฐานใน จังหวัดยโสธร หลวงพ่ออินทร์ กุสลจิตโต วัดสันติธรรม จังหวัดเชียงใหม่ หลวงพ่อจันทร์โสม กิตติกาโม ทายาทหลวงปู่สิม และหลวงพ่อประสิทธิ์ จังหวัดเชียงใหม่

หลวงพ่อได้จำพรรษาอยู่ที่วัดวรดิตถารามถึง พ.ศ ๒๕๑๒ เพื่ออุปัฏฐาก พระอุปัชฌาย์พร้อมทั้งศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม และหลวงพ่อได้แบบอย่างความความเป็นพระสุปะฏิปันโน จากพระอุปัชฌาย์ของหลวงพ่อเอง คือเป็นพระมักน้อยสันโดษมีศีลาจารวัตรที่งดงาม ควรแก่การกราบไหว้เป็นอย่างยิ่ง หลวงพ่อมักจะปรารถถึงพระอุปัชฌาย์ ของหลวงพ่ออยู่เสมอๆเมื่อเทศน์อบรมพระภิกษุสามเณรในวัด ให้เห็นถึงข้อวัตรปฏิบัติของพระอุปัชฌาย์ โดยมักยกเป็นตัวอย่าง ดังจะเห็นได้จากการที่หลวงพ่ออบรมพระภิกษุสามณรว่า”ท่านให้ความเคารพนับถือด้วยความจริงใจ ข้อนี้ถือว่า ท่านมีความกตัญญูต่อครูบาอาจารย์ ที่เราท่านทั้งหลายควรน้อมนำมาเป็นแบบอย่างและประพฤติปฏิบัติ เจริญรอยท่าน จึงได้ชื่อว่าเป็นศิษย์ที่ดี”

หลวงพ่อสุพจน์ ได้สร้างบารมีอยู่ในป่าเขา เป็นเวลายาวนาน มีประสบการณ์มากมายเกี่ยวกับสัตว์ป่าทั้งหลายเช่น ลิง ค่าง ช้าง เสือ เวลาท่านนึกถึงอะไร สิ่งนั้นมักจะมาตามความรำพึงนึกคิดเสมอ เช่นนึกถึงช้าง ว่าหายหน้าไปไหนนานไม่ผ่านมาทางนี้เลย พอตกกลางคืนดึกๆช้างก็จะมาหาจริงๆ และเดินตรงมายังภายในกุฏิที่ท่านพักอยู่ พอให้ทราบว่าเขามาหาแล้ว ช้างก็จะกลับเข้าป่าไป เวลาที่ท่านนึกถึงเสือ ก็เช่นกัน นึกถึงตอนกลางวัน ตกกลางคืนเสือก็มาเพ่นพ่านภายในวัดบริเวณที่ท่านพักอยู่ หลวงพ่อสุพจน์ ท่านได้บำเพ็ญเพียรออกธุดงค์ เพื่อเผยแผ่พระธรรม คำสอนตามสถานี่ต่างๆหลายแห่ง
เมื่อหลวงพ่อ มีพรรษา๕พรรษาแล้ว จึงมาจำพรรษาอยู่ที่ห้วงพัฒนา หลวงพ่อสุพจน์ ท่านเป็นพระภิกษุ ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มีข้อวัตรปฏิบัติงดงาม สมควรจดจำเป็นแบบอย่าง

ท่านมีความพากเพียร มุ่งมั่นในการปฏิบัติ ปฏิบัติจนมีชื่อเสียง ศรัทธาญาติโยมทั้งใกล้และไกลมักกล่าวกันปากต่อปาก หลวงพ่อท่านตั้งอยู่ในข้อวัตรปฏิบัติอันดีงามเสมอต้นเสมอปลายตั้งแต่หลวงพ่อท่านยังมีอายุพรรษาไม่มาก ท่านได้บำเพ็ญตนให้เป็นแบบอย่างคือท่านมีความเด็ดเดี่ยวในข้อวัตรปฏิบัติมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเดินจงกรม หลวงพ่อสุพจน์ได้เน้นเป็นพิเศษ กล่าวคือเมื่อฉันเสร็จ เริ่มเดินจงกรมเป็นพุทธบูชา พอถึงบ่ายสองโมงเริ่มเดินจงกมถวายเป็นธรรมบูชา จนถึงบ่าย ๔ โมง และเมื่อทำข้อวัตรเสร็จสิ้นแล้วก็จะเริ่มเดินจงกรมถวายเป็นสังฆบูชา จนถึงประมาณ ๔-๕ ทุ่ม จึงเข้าที่พักเพื่อบำเพ็ญภาวนาต่อไปทุกๆวันเวลาเช้าราวตีสาม ก็จะลุกขึ้นเจริญจิตตภาวนาและพาภิกษุสามเณรพร้อมญาติโยมที่มาบวชนุ่งขาวห่มขาว เจริญจิตตภาวนาไปด้วยทุกครั้ง


หลวงพ่อไม่เคยขาดการทำวัตรสวดมนต์ทั้งเช้าและเย็น ยกเว้นบางวันที่หลวงพ่อท่านออกไปทำธุระทางพระศาสนา แล้วกลับไม่ทัน นอกจากนั้นแล้วกิจวัตรของหลวงพ่อคือการทำสมาธิภาวนาทั้งเช้าเย็น โดยมิได้แสดงความเบื่อหน่ายให้เห็นเลย ทั้งยังได้สงเคราะห์วัตถุและปัจจัยทั้งในวัดและนอกวัด โดยมีเมตตาคุณเป็นที่ตั้ง จึงทำให้ญาติโยมสาธุชนทั้งหลายได้มีโอกาสได้กราบไหว้บูชาพระสุปะฏิปันโนอีกรูปหนึ่งอย่างสนิทใจ จาก...(http://board.palungjit.org/)


หากมีโอกาสไปเยี่ยมวัดดังกล่าว อย่าลืมบูชาพระเครื่อง ร่วมทำบุญและร่วมสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ กับทางวัดด้้วยครับ !!!

วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561

จุดเด่นของศาสนาพุทธ

มีเพื่อนส่งไลน์ที่ฝรั่งเขียนเรื่อง ความจริง และ จุดเด่น ของ พุทธศาสนา 19 ประการที่ต่างจากศาสนาอื่นๆ ที่น่าสนใจ จึงบันทึกไว้เพื่อเป็นการศึกษา และจะเกิดประโยชน์แก่ผู้ที่ได้อ่าน  ดังนี้

๑.พระพุทธศาสนา  ปฏิเสธว่า  มีผู้สร้างโลก ถือว่า ความเชื่อนี้ไร้สาระ ตรงข้าม โลกนี้ประกอบขึ้นจากเหตุธาตุทั้ง4 คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ประกอบกันขึ้นมา

๒.พระพุทธศาสนา  ไม่ใช่ระบบความเชื่อที่จะใช้คำว่า Religion เพราะศัพท์นี้  หมายถึง ต้องมีความเชื่อในพระเจ้าผู้สร้างโลก

๓.จุดหมายปลายทางของพระพุทธศาสนา คือ ละกิเลสได้หมดแล้ว หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด หรือวัฏฏสงสาร ไม่ใช่ไปแค่ไปเกิดบนสวรรค์เท่านั้น

๔.พระพุทธเจ้า  ไม่ใช่ผู้ปลดปล่อยสรรพสัตว์ให้รอด สรรพสัตว์ต้องช่วยตนเอง เพื่อหลุดพ้นจากกิเลสและวัฏฏสงสาร

๕.ความสัมพันธ์ระหว่างพระพุทธเจ้า และสาวก คือ ครูผู้สอนและลูกศิษย์  ไม่ใช่ตัวแทนพระเจ้า และทาสผู้รับใช้

๖.พระพุทธเจ้า ไม่เคยให้สาวกใช้ความเชื่อโดยปราศจากปัญญามานับถือ  ตรงข้าม ทรงสอนให้ใช้ปัญญา พิจารณาคำสอนก่อนจะเชื่อ และเห็นจริงด้วยตนเอง และ ผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า  ต้องนำคำสอนไปประพฤติและปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นด้วยตนเอง  ไม่มีใครช่วยทำให้หลุดพ้น จากการเวียนเกิดเวียนตายได้ นอกจากให้แค่แนะนำ ชี้ทางที่ถูกต้องให้เท่านั้น

๗.คำสอนพระพุทธเจ้า เป็นสัจธรรมประจำโลก ที่เป็น และมีอยู่แล้ว พระพุทธเจ้าทรงเป็นแต่เพียงผู้ค้นพบเท่านั้น พระองค์ไม่ใช่เป็นคนสร้างคำสอนขึ้นมา

๘.นรกในพระพุทธศาสนา ไม่ใช่สถานที่กักขังสัตว์อย่างนิรันดร์ บุคคลทำบาปแล้ว ไปเกิดในนรก เมื่อพ้นกรรมแล้ว ก็สามารถกลับไปเกิดในภพที่ดีกว่าได้ และ สัตว์ที่ได้ไปเกิดในภพอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นภพเทวดา ภพมนุษย์ ภพเปรตวิสัย ภพเดรัจฉาน ก็สามารถเวียนกลับไปเกิดในนรกอีกได้ เช่นกัน

๙.พระพุทธศาสนา ไม่ได้สอนแนวคิดเรื่องบาปติดตัว เหมือนที่ศาสนาเทวนิยมสอน แต่สอนเรื่องกฎแห่งกรรม ซึ่งมีทั้งกรรมขาว กรรมดำ และกรรมไม่ขาวไม่ดำ

๑๐.พระพุทธศาสนาสอนว่า มนุษย์และเทวดาทุกชีวิต มีศักยภาพที่จะบรรลุธรรมได้ ข้อสำคัญก็คือ  ต้องใช้ความพยายามในการปฏิบัติ เพื่อชำระกิเลสให้พ้นไปจากจิตใจ พระพุทธเจ้าก็ทรงเป็นมนุษยสามัญธรรมดา ที่หลุดพ้นจากทุกข์ได้ เพราะการประพฤติปฏิบัติมาหลายภพหลายชาติ

๑๑.กฎแห่งกรรมของทุกสรรพสัตว์  เป็นตัวอธิบายว่า  เหตุใดคนถึงเกิดมาแตกต่างกัน  กฎแห่งกรรมเป็นตัวอธิบายถึงภพภูมิที่สัตว์พากันไปเกิด

๑๒.พระพุทธศาสนา เน้นให้แผ่เมตตากรุณาไปยังสรรพสัตว์ ทุกภพภูมิ  ทรงสอนให้ละจากการประพฤติชั่วทั้งปวง คือ อกุศลกรรมบท ๑๐ และให้ประพฤติปฏิบัติแต่ กุศลกรรมบถ ๑๐

๑๓.ธรรมะของพระพุทธเจ้า เสมือนแพ หลังจากบำเพ็ญเพียรจนดับทุกข์ได้แล้ว จะอยู่เหนือบุญและบาป ธรรมะทั้งปวงจะต้องไม่ยึดมั่นถือมั่น

๑๔.ไม่มีสงครามศักดิ์สิทธิ์ ในทรรศนะพระพุทธศาสนา การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต การเบียดเบียนผู้อื่นด้วยเจตนา ผู้กระทำจะต้องรับกรรมทั้งสิ้น จนกว่าจะหลุดพ้นจากวัฏสงสาร  การฆ่าในนามศาสนา ยิ่งกระทำมิได้ในพระพุทธศาสนา

๑๕.พระพุทธเจ้าสอนว่า กำเนิดสังสารวัฏ ไม่มีเบื้องต้นและที่สุด  ถ้าหากสัตว์ยังดำเนินชีวิตไปตามอำนาจกิเลส
ที่มี อวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูก ย่อมต้องเวียนเกิดเวียนตายต่อไป

๑๖.พระพุทธเจ้า ทรงเป็นพระสัพพัญญู ( ผู้รู้ความจริงทุกเรื่องที่ทรงอยากรู้ ) และพระพุทธเจ้า มิใช่เทพเจ้าผู้ทรงมีอำนาจล้นฟ้า ดลบันดาลสร้างธรรมชาติต่างๆ ขึ้นมา

๑๗.การฝึกสมาธิ  สำคัญมากในพระพุทธศาสนา แม้ว่าศาสนาอื่นๆ ก็มีสอนให้คนมีสมาธิ แต่มีพระพุทธศาสนาเท่านั้นที่สอน วิปัสสนา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้รู้แจ้งว่า  ทุกสรรพสิ่ง เมื่อมีการเกิด ย่อมมีการดับ

๑๘.หลักคำสอนเรื่อง สุญญตา) หรือ นิพพาน เป็นเอกลักษณ์เฉพาะในพระพุทธศาสนา ถือเป็นคำสอนระดับสูงของพระพุทธศาสนาด้วย เพราะสรรพสิ่งทั้งหลายทั่วโลกธาตุ ไม่มีสิ่งใด เที่ยงแท้ถาวร มีแต่ปัจจัย ดิน น้ำ ไฟ ลม ประกอบกัน  สรรพสิ่งในโลก  จึงตกอยู่ในภาวะอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา เหมือนกันหมด พระพุทธศาสนาจึงไม่สุดโต่งไปตามแนวศาสนาประเภทเทวนิยม หรือ ตามแนววัตถุนิยม ที่มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูก ที่ต้องเวียนเกิดเวียนตาย จนกว่าจะบรรลุธรรม  จึงจะดับเย็น เข้าสู่นิพพาน

๑๙.วัฏจักร หรือสังสารวัฏ เป็นคำสอนในพระพุทธศาสนา  ตราบใดที่สรรพสัตว์ ยังไม่หลุดพ้นจากกิเลส ก็จะเวียนว่ายตายเกิด  ไปตามภพภูมิต่างๆ ตามแรงเหวี่ยงของกรรม ไม่สิ้นสุด จนกว่าจะบรรลุธรรม ดังนั้น ทุกสรรพสัตว์  จึงต้องช่วยตนเอง  เพื่อพัฒนาไตรสิกขา ให้หลุดพ้นจากโลภะ โทสะ และโมหะ หรืออวิชชา เพื่อการหลุดพ้นจากสังสารวัฏให้ได้ ฯ

~ เสียดายไม่ทราบชื่อฝรั่งผู้เขียน แต่ ก็แสดงว่า มีความเข้าใจในพระพุทธศาสนา มากกว่าคนไทยที่อ้างว่า นับถือพระพุทธศาสนาเสียอีก ขอกราบคารวะ และ ขอชื่นชมด้วยใจจริง

    @***
พระอ.สุวัฒน์

ข้อ3และ13-และความสุท้าย ฯ ที่กล่าวว่า-ละวางกิเลส  นั้น...ที่แท้ การละกิเลสที่ไม่เคยมีอยู่เลย ด้งนี้ จึงชื่อว่า ละกิเลสที่แท้ !/ไม่ใช่พยายามนิพพาน-นิพพานอยู่แล้ว-สัพเพ ธัมมา อนัตตาฯ อยู่แล้วมาตั้งแต่ต้น !
    (*)สรรพสิ่งและกายจิตเป็นอนัตตาอยู่แล้ว/ ไม่เคยมีอัตตาตัวเราอยู่เลย ดังนี้ จึงชื่อว่า อนัตตาอยู่แล้ว /ท่านไม่เคยมีอัตตา แล้วเอาอัตตาที่ไหนไปละกิเลส ยิ่งละกิเลส ก็ยิ่งหลงสร้างกิเลสมากยิ่งขึ้นเสียเอง หลงไปเกิด-ตายยิ่งขึ้นไปอีก*จึวให้จบที่อนัตตา-กิเลสมันเกิดเอง-ดับเอง วางเอง-ว่างเอง อนัตตาของมันเอง*มันอนัตตาของมัน*ของมันน่ะเอง /ส่วนอัตตาของทึง ดะ อัตตาของกู ตัวกูของกูน่ะ วาง ปลง ปล่อย วาง...พึงปล่อยให้กาย-จิต เวทนา-ธัมมา สติปัฏฐาน มันเกิด-ดัยเอง วางเ-ว่าง เป็นอนัตตาของมันเอง -เป็นอย่างที่มันเป็นเอง เกิดเอง-เัยเอง จึงอนัตตาอยู่แล้ว-นิพะานอยู่แล้วมาตั้งแต่ต้น !!

เหรียญหลวงพ่อกวย รุ่นหนุมาน

เมื่อ ๒ วัน ที่ผ่านมา ได้แวะไปดูพระเครื่องแถวตลาดวงค์สว่าง เจ้าเดิมที่เคยไปเช่ามา และเจ้าของร้านก็เชิญชวนให้เข้ามาดู ไม่ซื้อไม่เป็นไร

เธอยกหนังสือสวดมนต์ขึ้น และบอกผู้เขียนว่า...หนูค้าขายทางนี้ จะต้องปฏิบัติธรรมด้วย ว่าง ๆ ก็สวดมนต์ไปด้วย

มีน่าละ... ใบหน้าเธอถึงผ่องใส หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส แววตาฉายออกมาด้วยความบริสุทธิ์ ไม่มีเล่ห์กล และปราศจากความหลอกลวง เพื่อหวังจะได้ประโยชน์จากลูกค้า

นอกจากจะให้เช่าพระเครื่องแล้ว ยังขายเสื้อผ้า และเครื่องกำไล สร้อยแขวนอีกด้วย เธอจะเชิญคนที่เดินไปเดินมาเข้าร้านตลอด

มีลูกค้าเข้ามาในร้าน และซื้อเสื้อผ้าไปหลายชิ้น  เท่าที่เคยมาดูแถวร้านเหล่านี้จะขายยาก เพราะมีหลายเจ้าเลิกลาไปแล้ว

พระเครื่องที่เช่าไปครั้งที่แล้ว เราก็เกรงว่าจะเป็นของเก่ แต่เมื่อนำไปทดสอบพุทธคุณ ปรากฎว่า..มีพุทธคุณไม่น้อย จึงเชื่อมั่นว่า...พระเครื่องที่เธอนำมาให้เช่า ต้องเป็นพระที่แท้จริง

วันนี้จึงมาลองเช่าดูอีกครั้ง ปรากฎว่า เหรียญของหลวงพ่อทองมา ถาวโร ยังมีอยู่ นอกจากนั้น ยังมีเหรียญหลวงปูสรวง วัดไพรพัฒนา จังหวัดศรีสะเกษ และมีอีกองค์หนึ่งคือ...เหรียญหลวงพ่อกวย ชุตินธโร รุ่นหนุมาน ปีพ.ศ.๒๕๒๑ ซึ่งเราหามานานแล้ว

มีประวัติความเป็นมาดังนี้

          เหรียญหลวงพ่อกวย หลังหนุมาน อรหังเต็ม รุ่นนี้เป็นเหรียญที่มีประสบการณ์มากรุ่นหนึ่งของหลวงพ่อกวย วัดโฆษิตาราม อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท เป็นเหรียญรูปโล่ฝรั่ง ด้านหน้าเป็นรูปตัวท่าน และยันต์ “นะกันปืน” ขนาบข้างซ้ายขวา ด้านหลังเป็นรูป “หนุมาน” เชิญธง ยกพลรบ ที่ออกแบบได้อย่างสวยงาม เหรียญรุ่นมีจำนวนสร้าง ๒๐,๐๐๐ เหรียญ เป็นเหรียญทองแดงกะไหล่ทอง ๕๐๐ เหรียญ สร้างเมื่อปี ๒๕๒๑ ก่อนท่านมรณภาพเพียง ๑ ปี ออกเป็นที่ระลึกในงานผูกพัทธสีมา ฝังลูกนิมิต นับเป็นวัตถุมงคลชิ้นสุดท้ายที่หลวงพ่อกวยออกแบบให้ “หนุมาน” ตัวเก่งของท่านที่เคยสักลงบนสีข้างอยู่ยั้งยืนยง มาอยู่บนหลังเหรียญรุ่นนี้
            คาถาที่ใช้กำกับเหรียญเป็นบทเดียวกับการสัก บทแรกเป็นบทหนุมานคลุกฝุ่น ใช้ปลุกของว่า “อมผงเผ่าเถ้าธุลี คงกระพันชาตรี สวาหะ คลุกคลีตีมะ คลุกคลีตีอุ คลุกคลีตีอะ”


            ส่วนบทที่ ๒ ไว้ใช้เสกข้าวเสกเหล้ากิน ก่อนกินว่า “อมกึกกัก ตึกตัก หินผาหักมั่นอยู่ในหัวกู ตัวกูคือกำแพง หัวกูแข็งคือหินทอง อมมะจักกิจ จักกะพาน สวาหะ อิสวาสุ อะระหัง ภะคะวา”
            ปัจจุบัน เหรียญรุ่นนี้นับว่าเป็นเหรียญยอดนิยมอันดับต้นๆ ในสายหลวงพ่อกวย เหรียญนี้มีความสวยสมบูรณ์คมชัดลึกทุกซอกมุม สภาพเดิม เป็นเหรียญติดรางวัลชนะเลิศ งานแจ้งวัฒนะ ๗ ต.ค.๕๖ (ขอขอบคุณ...ข้อมูลจาก  “คุณต้อม สำนักจันทร์” ผู้ชำนาญการตัวจริงพระเครื่องสายหลวงพ่อกวย วัดโฆษิตาราม) จาก (http://www.komchadluek.net/news/lifestyle/171179)

เท่าที่ดูด้วยสายตา ปรากฎว่า เหรียญมีความคมชัด ตัวหนังสือชัดเจน  รูปแบบมองดูคม และไม่มีขี้กลากขึ้นตามพื้นเหรียญ

ในขณะที่ดูเหรียญ ได้ทดสอบพระพุทธคุณดู รู้สึกจะมีลักษณะอุ่น ๆ ขึ้นในมือ เราจึงเชื่อมั่นว่า...น่าจะเป็นเหรียญที่แท้จริง อย่าน้อยก็มั่นใจได้ว่า... ไม่ใช่เหรียญเก๋

จึงได้ตัดสินใจเช่าเหรียญดังกล่าวมา และตลอดทางที่เดินมา จะทดสอบพุทธคุณ ก็ปรากฎว่ามีพระพุทธคุณดั่งที่คาดหมายไว้

เมื่อมาถึงที่บ้านพักแล้ว ได้พยายามเปิดสืบค้นหาตามอินเตอร์เนต เกี่ยวกับเหรียญดังกล่าว เพื่อหาตำหนิของเหรียญ

บางท่านบอกว่า...เหรียญรุ่นนี้จะมี ๒ แบบ คือ แบบที่เป็นอรหังเต็ม  และแบบอรหังไม่เต็ม โดยจะดูที่ด้านหลังเหรียญ จะมีอักษร " อรหัง " อยู่ที่ตรงเอวของหนุมาน

นอกจากนี้ยังต้องดูที่ด้านหน้าเหรียญ จะมีเม็ดข้นด้านข้างของเหรียญ มีขีดคมชัด ก็นำมาเปรียบเทียบดูกับเหรียญที่ได้มา ก็มีตำหนิตามที่บอกไว้..จะเป็นเหรียญแบบอรหังเต็ม

แต่ก็ดูหลายส่วนที่แตกต่างจากเหรียญตามอินเตอร์เนต ไม่ว่าจะเป็นที่ด้ามธง ซึ่งตามตัวด้ามธงจะดัน แต่เหรียณที่ได้มาจะกลวง ส่วนเท้าของหนุมาน ปลายเท้าจะขยุมรอยเท้าไม่ชัดเจน แต่เหรียญที่ได้มาจะเห็นรอยนิ้วเท่าชัดเจน

แต่อน่างไรก็ตาม เมื่อนำเหรียญมาทดสอพระพุทธคุณแล้ว ก็มีพุทธคุณเหมือนเหรีญอื่น ๆ ทั่วไป จึงน่าคิดว่า..หากเหรียญที่เป็นของพระสงฆ์ที่สำเร็จแล้ว เพียงเป็นรูปลักษณ์ของท่าน ก็ศักดิ์สิทธิ์แล้ว...
ดั่งที่หลวงพ่อเกษมท่านกล่าวว่า...ถ้าเป็นรูปของเฮา ก็ไม่ต้องมาปลุกเสกอีก...น่าคิด!!!

วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2561

เหรียญพระเจ้าตาก


เหรียญเจ้าตาก ปี18  หนึ่งในรายการเหรียญยอดนิยมของหลวงปู่ทิม วัดระหารไร่ มาแล้วจ้า - 1

วันนี้ ได้เดินไปจ่ายตลาดแถวใกล้ ๆ บ้าน แวะดูเหรียญพระเครื่องที่วางจำหน่าย มีน่าสนใจหลายเหรียญ บางเหรียญก็มีสภาพเก่า ไม่แน่ใจว่าแท้หรือไม่

ถามแม่ค้าบอกว่า..เหรียญของทหารฝากมา ส่วนมากจะเป็นเหรียญที่ได้มาจากทหารที่ไปทำงานที่ภาคใต้ สามีก็เป็นทหาร แต่เกษียณแล้ว เหรียญบางส่วนเป็นของสามี

การเช่าพระตามแผงต่าง ๆ มีความเสี่ยงสูง บางครั้งต้องสอบถามถึงที่มา
นอกจากจะรู้เรื่องเนื่อของพระ รอยตำหนิ แล้ว การรู้ความเป็นมาของพระเครื่องก็เป็นทางเลือกอย่างหนึ่ง

มีเหรียญที่น่าใจได้แก่เหรียญหลวงพ่อทองมา ถาวโร วัดสว่างทาสี ซึ่งเป็นเกจิชื่อดังของเมืองร้อยเอ็ด อีกเหรียญคือ... เหรียญพระเจ้าตากสินมหาราช ค่ายตากสิน จังหวัดจันทบุรี ปี ๒๕๑๘

เหรียญนี้สร้างเมื่อปี 2518 ที่ค่ายตากสิน จันทบุรี  จัดสร้างโดยกองทัพเรือ เป็นเหรีญที่มีประสบการณ์ และนิยมกัน

 รายละเอียดของเหรียญ


                              รูปภาพจาก www.web-pra.com/shop/jorawis/show



รียญสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ปี 2518 หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่าเหรียญเจ้าตากปี 18 นับว่าเป็นอีกหนึ่งเหรียญที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ส่งผลให้ราคาเช่าหาสูงขึ้นเรื่อยๆ และต่อเนื่องตลอดมา เหรียญนี้ผิวเดิม ๆ บล็อก ไหล่แตก ( น.แตก) โดยสังเกตได้จากตัว "น." ที่ข้อความ "ตากสิน" ด้านบน ตัว"น" จะมีเส้นแตกจากปลายหางไปจรดเส้นขอบเหรียญ และส่วนของพระอังสาในพระบรมรูปฯจะมีเส้นขอบเกินให้เห็นจ้า เหรียญนี้ตัวโค๊ด "ต.ส" ภายในจะเห็นเส้นวิ่งภายในชัดเจน สภาพนี้กำลังน่ารัก Jorawis เลี่ยมจับขอบทองมาเดิม นาน ๆ ค้นรูปเก่าที่เคยถ่ายไว้มาได้เลยนำมาลงให้ชมกันจ้า 

หากเหรียญนี้ยังไม่ถูกใจ ลองเข้าชมที่นี่ได้จ้า อาจมีรายการพระที่ท่านค้นหาอยู่ก็ได


ส่วนรายละเอียดของเหรียญนี้ขอคัดลอกบทความเรื่อง"เหรียญพระเจ้าตากสินมหาราช หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ปลุกเสก ": จากคอลัมน์ ปกิณกะพระเครื่อง โดยฐกร บึงสว่าง ที่ลงในนสพฬคมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ 2557 มาให้ผู้สนใจศึกษาได้อ่านกันจ้า

เหรียญพระเจ้าตากสินมหาราชหลวงปู่ทิมปลุกเสก

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา พระเครื่องทุกรุ่นของ หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ จ.ระยอง ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ส่งผลให้ราคาเช่าหาสูงขึ้นเรื่อยๆ และต่อเนื่องตลอดมา จนพระบางรุ่นมีราคาสูงสุดเอื้อมสำหรับนักสะสมบางคนที่มีปัจจัยจำกัด ทำให้เกิดกระแสนิยมมองหาพระเครื่องบางรุ่นที่มิใช่ พระหลวงปู่ทิม โดยตรง แต่เป็นพระเครื่องที่ท่านได้เมตตาร่วมปลุกเสกให้ด้วย 
และหนึ่งในนั้นก็คือ เหรียญสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ปี ๒๕๑๘

เหรียญรุ่นนี้จัดสร้างโดย ค่ายตากสินมหาราช จ.จันทบุรี จัดสร้าง ๔ เนื้อ คือ ๑.เนื้อทองคำ ๔๙ เหรียญ ไม่ตอกโค้ดทั้งหน้าและหลัง

๒.เนื้อนวโลหะ ๑,๐๐๐ เหรียญ ตอกโค้ด “ตส” ข้างบนด้านซ้ายของพระมาลา ด้านหน้าของเหรียญ

๓.เนื้อทองแดงชุบนิกเกิล ๓๑๐ เหรียญ (แจกกรรมการ) ตอกโค้ด “ตส” ด้านหลังของเหรียญ

๔.เนื้อทองแดงรมดำ ๓๐,๐๐๐ เหรียญ ตอกโค้ด “ตส” ด้านหน้าของเหรียญ ใต้พระแสงดาบด้านขวาของพระองค์ท่าน

พิธีปลุกเสก ๓ ครั้ง

๑.ครั้งแรกโดย พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ปลุกเสกเดี่ยว ๑ ไตรมาส ปี ๒๕๑๘

๒.ครั้งที่ ๒ โดย หลวงปู่ทิม อิสริโก ปลุกเสกเดี่ยว ๗ วัน คือ วันที่ ๑-๗ กันยายน ๒๕๑๘ ตั้งแต่ตี ๑- ตี ๔ ทุกวัน จนครบ ๗ วัน หลวงปู่ทิมบอกว่า "เหรียญนี้ดีทางคุ้มครองป้องกันโจรผู้ร้าย และป้องกันเสนียดจัญไร ไม่ให้เข้ามาทำร้ายได้ และรักษาบ้านเรือนให้อยู่เย็นเป็นสุข"

๓.ครั้งสุดท้าย เป็นพิธีใหญ่ เมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๑๘ ณ ค่ายตากสิน จ.จันทบุรี

ช่างแกะแม่พิมพ์ ช่างเกษม มงคลเจริญ ผู้จัดสร้าง น.อ.พิสัย ปานใจ เมื่อแกะแม่พิมพ์เสร็จแล้ว ได้นำไปให้พระเกจิอาจารย์ชื่อดังปลุกเสก ตั้งแต่ภาคเหนือไล่ลงมาถึงภาคกลาง อาทิ หลวงปู่แหวน พระอาจารย์ฝั้น ปลุกเสกที่วัด ๓ เดือน หลวงพ่อคง วัดวังสรรพรส ปลุกเสกที่วัดอีกเป็นเดือน

ครั้งสุดท้าย ได้นำวัตถุมงคลทั้งหมดไปที่วัดละหารไร่ นิมนต์ หลวงปู่ทิม เมตตาปลุกเสก ๗ วัน ๗ คืน

เมื่อถึงคราวพิธีใหญ่ วันพฤหัสบดีที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๑๘ ได้อัญเชิญ พระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แห่สรรเสริญทั่วเมืองจันทบุรี หลวงพ่อคง วัดวังสรรพรส เดินนำหน้า ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ ท่ามกลางผู้คนจำนวนมาก จนแน่นเต็มท้องถนน

จากนั้นได้มีพิธีสมโภชเป็นพิเศษ ณ ค่ายตากสิน จ.จันทบุรี โดยมี หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี และพระคณาจารย์สายภาคตะวันออก และสายวิปัสสนากัมมัฏฐาน ร่วมพิธีกว่า ๕๐ รูป นั่งปรกปลุกเสกตลอดทั้งคืน เป็นอันเสร็จพิธี

จะเห็นได้ว่า วัตถุมงคลของขลังทั้งหมดที่ได้สร้างขึ้นนี้ มีความยอดเยี่ยมจริงๆ เพราะเข้าพิธีปลุกเสกถึง ๒ ครั้งดังกล่าว

สนนราคาเช่าหา...เหรียญทองคำ ไม่มีข้อมูล เนื่องจากไม่เคยมีการซื้อขายมาก่อน

เนื้อทองแดง ชุบนิกเกิล (แจกกรรมการ) สนนราคาอยู่ที่ ๑.๕ แสนบาท แต่จะมีคนขายหรือไม่ ไม่ทราบ แทบไม่มีเหรียญหมุนเวียนเช่นกัน จะมีก็แต่เหรียญทองแดงที่มีผู้เอาไปชุบใหม่ ออกมาซื้อขายกันเกลื่อน ตั้งราคาอยู่หมื่นปลายๆ ท่านที่สนใจเหรียญเนื้อนี้ต้องตรวจสอบให้ดีๆ เสียก่อน...จุดที่แตกต่างกันต้องดูที่ขอบเหรียญ เหรียญชุบเก่าจะมีรอยปริแยก หรือรอยกระเทาะของนิกเกิลที่ชุบ เนื่องจากผ่านกาลเวลามานานพอสมควร อีกทั้งเหรียญที่ชุบเก่า จะชุบบางๆ ไม่หนา แต่ที่ชุบใหม่จะหนา และมักชอบเลี่ยมทองมาขาย ทำให้ดูลำบาก

เหรียญเนื้อนวโลหะ ต้องมี ๑.๕ แสนบาท บวกลบ ขึ้นกับสภาพเหรียญ

เหรียญเนื้อทองแดง แยกออกเป็นหลายพิมพ์ แต่จะพูดถึงเหรียญสภาพสวย บล็อกทองคำ สนนราคาอยู่ที่ ๔-๕ หมื่นบาทขึ้นไป

บล็อกสระ "า" แตก ๓-๔ หมื่นบาทขึ้นไป, บล็อก "น" แตก ๒-๓ หมื่นบาทขึ้นไป และบล็อกแขนแตก ๒ หมื่นบาทบวกลบ

เนื่องจากทุกวันนี้ เหรียญสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้รับความนิยมสูง จึงมี เหรียญปลอม ทำออกมาหลายฝีมือด้วยกัน ผู้สนใจจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

มีปัญหาว่า จะทำอย่างไรถึงจะรู้ว่าเป็นเหรียญแท้หรือเก๋

มีข้อสังเกตุ ดังนี้

1) ดูเนื้อพระว่ามีสภาพเก่าหรือไม่ มีรูปทรงถูกต้องเหมือนของเดิมเป็นอย่างไร

2) มีองค์ความรู้เดี่ยวกับประวัติของการสร้างพระ พิธีปลุกเสกความเป็นมา ชนิดจำนวนพระที่สร้าง และความแตกต่างในแต่ละบล็อก

3) ตำหนิของพระที่เซียนพระที่แนะนำไว้ควรจะมีความรู้ไว้บ้าง

4) การทดสอบพุทธคุณ เรื่องนี้ต้องเป็นเทคนิคเผฉพาะตัว ต้องฝึกมา จะทำให้เราทดสอบพระพุทธคุณได้ เพื่อให้รู้ว่าเหรียญแท้ หรือเก๋

5) เคยเห็นเหรียญที่แท้จริง เข้าดูบ่อย ๆ ก็จะทำให้เราคุ้นชิน และดูความแตกต่างได้บ้าง

เหรียญแท้ จะมีพระพุทธคุณ จะทำให้รู้ว่ามีพุทธคุณด้านใด
แต่ถ้าเป็นเหรียญเก๋ จะไม่มีพุทธคุณ ครับ!!!

หลังจากได้เช่ามาแล้ว ได้ทดสอบพระพุทธคุณแล้ว และเข้าดูตามเว็บต่าง ๆ เพื่อหาองค์ความรู้เกี่ยวเหรียญรุ่นนี้

ผลการทดสอบพุทธคุณ ปรากฎว่ามีพุทธคุณตามที่คาดหมาย และมั่นใจว่า เป็นเหรียญที่แท้จริง ทำให้เรามีความมั่นใจระดับหนึ่ง

นอกจากนี้เมื่อดูตำหนิตามที่แนะนำตามเว็บ ก็ทำให้ได้รู้ชนิดของเหรียญแต่ละบล็อกว่า มีตำหนิตรงไหน อย่างไร ทำให้ได้มีความมากยิ่งขึ้น

การมีองค์ความรู้เกี่ยวกับเหรียญที่เราเช่ามา ทำให้เรามีความรู้ ความเข้าใจมากขึ้น ทำให้มีความมั่นใจในการไปเช่าพระตามแผงต่าง ๆ

องค์ความรู้จึงมีส่วนสำคัญ หากปราศจากองค์ความรู้โอกาสที่จะพลาดมีมากครับ !!!

วันพุธที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2561

หลวงปู่จันทร์ เขมิโย

เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๑ ช่วงบ่ายได้มีโอกาสไปแวะตลาดที่วัดนาวงศ์ ซึ่งจะมีตลาดนัดทุกวันศุกร์ และวันอาทิตย์ และเคยมาหลายครั้งแล้ว

เป็นตลาดที่ขายของราคาถูก ไม่ว่าจขะเป็นเสื้อผ้ามือสอง อาหารสด แห้ง และเครื่องใช้ต่าง ๆ โดยเฉพาะผักสด จะมีราคาถูก และสด แม่บ้านจะชอบมาบ่อย ๆ และวันนี้ก็เช่นกัน ซื้อกับข้าว และปลานึ่งไปเช่นเคน

วันนี้ที่แปลกคือ แม่ยายมายด้วย ได้ซื้อขนมจีนเส้นเล็กไปด้วย ปรากฎว่า รสชาติอร่อยถูกใจ อีกวันถัดมาต้องพาไปหาซื้อมาอีก แต่ก็ไม่ได้ เนื่องจากวันเสาร์ ไม่มีตลาดนัด ต้องอดอีกหลายวัน..บอกได้คำเดียวว่า..อร่อยมากๆ

ส่วนผู้เขียน ไปทุกครั้ง จะต้องไปวนเวียนแถวพระเครื่อง ซึ่งมีอยู่หลายแผง บางแผงราคาเช่าก็ถูกๆ ส่วนมากจะเป็นพระบ้าน มีหลายครั้งได้พระดี ๆ ไปหลายองค์

วันนี้เช่นเดียวกัน ได้ดูหลายแผง มีเหรียญหลายเหรียญที่น่าสนใจ และติดมือมาจำนวน ๒ เหรียญ ได้แก่เหรียนหลวงปู่จันทร์ เขมิโย หรือ พระเทพสิทธาจารย์ วัดศรีเทพประดิษฐาราม อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม รุ่นสร้างเจดีย์ บรรจุอัฐิ  ปี ๒๕๓๗



ประวัติการสร้างเหรียญ

หลวงปู่จันทร์ เขมิโย' หรือ พระเทพสิทธาจารย์ อดีตรองเจ้าคณะภาค 8-11 และที่ปรึกษาภาค 8-11 อดีตเจ้าอาวาสวัดศรีเทพ ประดิษฐาราม (ธ) อ.เมือง จ.นครพนม พระเถระร่วมสมัย 5 แผ่นดิน 

ศิษย์สืบสายธรรมหลวงปู่เสาร์ กันตสีโล บูรพาจารย์แห่งพระป่า และหลวงปู่สีทัตถ์ ญาณสัมปันโน พระผู้สร้างพระธาตุท่าอุเทนและพระพุทธบาทบัวบก

มีนามเดิมว่า จันทร์ สุวรรณมาโจ ในวัยเยาว์ เริ่มอ่านอักษรสมัยเบื้องต้นคือ หนังสือไทยน้อย ขอม ไทยใหญ่ ก่อนเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ บรรพชาตั้งแต่วัย 10 ขวบ หลวงปู่จันทร์ ท่านเป็นปฐมกำเนิดวงศ์ธรรมยุตใน จ.นครพนม ญัตติเป็นครั้งแรกที่วัดแห่งนี้ และแผ่ขยายออกไปในพื้นที่ 71 วัด ทั้งจัดการศึกษาแผนใหม่ การศึกษานักธรรม-บาลี
ระหว่างรับภาระปกครองคณะสงฆ์ 2 นิกาย ท่านได้ทำนุบำรุงบูรณปฏิสังขรณ์วัด ทั้งคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตและคณะสงฆ์อื่นๆ ให้เสมอภาคกัน ดำรงอยู่คู่บวรพระพุทธศาสนา

บั้นปลายชีวิต ท่านได้ละสังขารอย่างสงบด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2516 เวลา 08.00 น.สิริอายุ 92 พรรษา 72 ในปี พ.ศ.2537 พระราชสุทธาจารย์ อดีตเจ้าอาวาสวัดศรีเทพฯ ได้จัดสร้างวัตถุมงคล เป็นเหรียญหลวงปู่จันทร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อแจกญาติโยมที่มาทำบุญในวัด เนื่องในโอกาสฉลองเจดีย์บรรจุอัฐิ ในวันที่ 2 ก.พ. ของปีที่จัดสร้างดังกล่าว

จัดสร้างชนิดเดียว เป็นเหรียญเนื้อทองแดง 50,000 เหรียญ ลักษณะเป็นเหรียญรูปไข่ มีหูห่วง
ด้านหน้าเหรียญ มีเส้นสันนูนล้อมรอบ มีจุดไข่ปลาล้อมตามขอบรอบเส้นวงรี และมีเส้นสันขนาบรอบวงรีด้านในอีกชั้น ตรงกลางเหรียญมีรูปเหมือนหลวงปู่หน้าตรงครึ่งองค์ จากรอบใบหูซ้ายวนไปถึงใบหูด้านขวา สลักตัวหนังสือนูนคำว่า 'หลวงปู่พระเทพสิทธาจารย์ (จันทร์ เขมิโยเถระ)'

ด้านหลังเหรียญ มีเส้นสันขอบหนารอบขอบเหรียญ ใต้หูห่วงสลักตัวหนังสือนูนคำว่า 'รุ่นสร้างเจดีย์บรรจุอัฐิ' กึ่งกลางเหรียญมีภาพเหมือนคล้ายเจดีย์ทรงระฆังคว่ำ ซึ่งเป็นเจดีย์บรรจุอัฐิของหลวงปู่ประดิษฐานอยู่ด้านหลังอุโบสถของวัด ใต้ฐานเจดีย์สลักตัวเลขไทย '๙๒' หมายถึงอายุของท่าน ถัดลงมาสลัก '๒๕๓๗' คือปี พ.ศ.ที่จัดสร้าง
เหรียญรุ่นนี้ หลวงปู่คำพันธ์ โฆษปัญโญ อดีตพระเกจิชื่อดังภาคอีสาน วัดพระธาตุมหาชัย อ.ปลาปาก จ.นครพนม นั่งอธิษฐานจิตพุทธาภิเษกในอุโบสถวัดศรีเทพฯ

เหรียญดังกล่าว เซียนพระเรียกขานติดปากว่า 'รุ่นหลังเจดีย์' มีพุทธคุณโดดเด่นด้านแคล้วคลาดปกป้องคุ้มภัย เมตตามหานิยม ทำมาค้าขายคล่อง ฯลฯ

แม้ในยุคนั้นจะสร้างแจก แต่ปัจจุบันถูกเก็บและขาดหายในตลาดพระเครื่องช่วงระยะหนึ่ง


อีกเหรียญ ได้แก่ เหรียญหลวงปู่บุดดา ถาวโร ข้างหลังเป็นพระพุทธชินราช จังหวัดพิษณุโลก เป็นเหรียญสามเหลี่ยม

ในขณะที่เดินทางกลับบ้าน ได้ทดสอบพุทธคุณทั้งสองเหรียญแล้ว ยืนยันได้ว่าเป็นเหรียญแท้ ไม่ใช่เหรียญปลอม เนื่องจากมีพระพุทธคุณทั้งทางเมตตา และด้านแคล้วคลาด

สำหรับเหรียญหลวงปู่จันทร์ เป็นเหรียญรุ่นสร้างบารมี เพื่อบรรจุอัฐิของท่าน ปลุกเสกโดยหลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ วัดป่ามหาชัย อำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม

ส่วนประวัติของหลวงปู่จันทร์ นั่น ไม่ธรรมดา ท่านเป็นพระนักปฏิบัติสายหลวงปู่มั่น ได้ติดส้อยห้อยตามหลวงปู่มั่นตั้งแต่สมัยเป็นสามเณร จึงเป็นที่เคารพนับถือของพุทธศาสนิกชนตามลุ่มแม่น้ำโขง และท่านสามารถสือสารกับวิญญาณ และสัตว์ต่าง ๆ ได้ ดั่งเรื่อง ปล่อยปลาพระโพธิ์สัตว์... จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่บารมีของท่านไว้ ณ ที่นี่

หลวงปู่จันทร์ เขมิโย กับ ปลาพระโพธิสัตว์" 

หลายคนคงจะสงสัยว่า "การเกิดมาเพื่อบำเพ็ญบารมีเพื่อจะไปเป็นพระพุทธเจ้า ในพระไตรปิฎกที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้นั้น มีจริงหรือไม่" ลองอ่านเรื่องนี้แล้วพิจารณาดู 

เหตุเกิดที่จังหวัดนครพนม ณ วัดศรีเทพประดิษฐาราม "โดยท่านเจ้าคุณพระเทพสิทธาจารย์" (หลวงปู่จันทร์ เขมิโย) ท่านเล่าเอาไว้ว่า "มีอยู่คืนหนึ่งท่านกำลังทำสมาธิกรรมฐาน ก็ปรากฏภาพนิมิตขึ้นในสมาธิ เป็นภาพของแอ่งน้ำกำลังแห้งมีปลาอยู่หกตัว เป็นปลาหมอ ๓ ตัว ปลาดุก ๓ ตัว กำลังดิ้นรนกระเสือกกระสนอยู่" ท่านจึงกำหนดจิตถามว่า เป็นคู่เวรคู่กรรมมาทวงหนี้เวรกรรมหรือไม่ 

ปลาเหล่านั้นตอบว่า "พวกเราเป็นพระโพธิสัตว์มาเกิดเป็นปลาเพื่อบำเพ็ญบารมี แต่ถูกกระแสกรรมทำให้ถูกนายบุญช่วย สุวรรณทรรภ จับมาขังเอาไว้ในตุ่มน้ำในสวนกล้วยติดหลังวัด ตอนนี้น้ำกำลังแห้ง ถ้าตายก่อนจะหมดโอกาสบำเพ็ญบารมี" 

หลวงปู่จึงถามว่า เหตุใดจึงมาปรากฏในข่ายฌานสมาธิของท่าน 

ปลาโพธิสัตว์เหล่านั้นตอบว่า "พวกเราตั้งจิตอธิษฐานว่า ด้วยกุศลผลบุญที่บำเพ็ญเพียรเพื่อปรารถนาพุทธภูมิในอนาคต ขอให้เราได้ปรากฏในข่ายฌานของผู้ทรงศีล ที่เคยเกื้อกูลกันมาก่อนในอดีตชาติ จึงได้มาปรากฏในข่ายวิถีฌานสมาธิของท่าน" 

ตอนแรกหลวงปู่คิดว่าเป็นนิมิตมายา "จึงอธิษฐานจิตซ้ำว่า ถ้าเป็นภาพนิมิตมายาขอให้ดับหายไป ถ้าเป็นนิมิตจริงขอให้ปลาเหล่านี้สวดพระพุทธคุณให้ได้ยิน" ปรากฏว่า เมื่ออธิษฐานเสร็จ "ปลาเหล่านั้นก็พากันสวดสรรเสริญพระพุทธคุณ ว่า นโมตัสสะ ภควโต อรหโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ตัวละ ๓ จบเรียงกันไปจนครบหกตัว" ท่านได้ยินดังนั้นจึงรับปากว่าจะช่วย 

รุ่งเช้าท่านออกบิณฑบาตไปจนถึงบ้านของโยมอุปัฏฐาก "วันนั้นลูกสาวของโยมอุปัฏฐากชื่อ เยี่ยม หอมหวล" อายุขณะนั้น ๑๐ ขวบ เมื่อใส่บาตรแล้วก่อนที่หลวงปู่จะไปบ้านอื่นต่อ จึงสั่งเด็กหญิงผู้นั้นว่า "ตอนสาง หลังกินข้าวเสร็จแล้วให้เอาขันน้ำใบใหญ่ ๆ ไปหาท่านที่วัดด้วย" 

หลังจากนั้นเด็กหญิงก็เอาขันน้ำไปที่วัดตามที่หลวงปู่สั่ง เมื่อไปถึงหลวงปู่ก็สั่งว่า "ให้เอาน้ำใส่พอประมาณและให้ไปขอปลาหกตัวกับนายบุญช่วย ที่ขังเอาไว้ในตุ่มน้ำในสวนกล้วยติดกับหลังวัด" ซึ่งเด็กหญิงผู้นี้ก็รู้จัก พร้อมกำชับไว้ด้วยว่า "ไม่ว่าอย่างไร ก็ตามต้องเอาปลามาให้ได้" 

เมื่อเด็กหญิงไปถึงพบนายบุญช่วย จึงบอกว่า "เจ้าคุณปู่ให้มาขอปลาหกตัว เป็นปลาหมอ ๓ ตัวปลาดุก ๓ ตัวที่ขังไว้ในสวนกล้วย" นายบุญช่วยแปลกใจ แต่ก็บอกว่าไม่รู้ว่าปลามีหรือไม่ ถ้าไม่มีให้กราบเรียนหลวงปู่ด้วยว่าไม่มี แล้วไปที่สวนกล้วย 

พอไปถึงกระต๊อบท้ายสวน "นายบุญช่วยก็นึกได้ว่าตนเคยไปหาปลาและได้นำมาขังไว้จริง แต่นานแล้วจนลืม จึงอุทานว่าหลวงปู่เก่งจังที่รู้ว่าตนขังปลาไว้จนลืมไปแล้ว" จึงรีบไปดูที่ตุ่มกลางกอกล้วย ปรากฏว่า "เห็นปลาอยู่หกตัวตามที่หลวงปู่บอกมาจริง จึงจับปลาใส่ขันให้เด็กหญิง แล้วตามมาจนถึงวัด" เมื่อพบหลวงปู่ "จึงบอกว่าหลวงปู่เก่ง ที่รู้ว่ามีปลาถูกขังจนลืม" 

หลวงปู่บอกว่า "ท่านไม่เก่ง ปลาเหล่านี้ต่างหากที่เก่ง" เพราะสามารถส่งกระแสจิตไปขอความช่วยเหลือจากท่านได้ "โชคยังดีที่ยังไม่ได้เอาไปทำอาหาร เพราะจะเดือดร้อนทั้งครอบครัว" จากนั้นหลวงปู่ก็ทำน้ำมนต์พรมให้ปลาแล้วอธิษฐานให้ปลานั้นปลอดภัย สามารถบำเพ็ญบารมีต่อได้จนหมดอายุขัย 

"แล้วนำไปปล่อยที่แม่น้ำโขง น่าแปลกคือ เมื่อปล่อยปลาลงน้ำแล้วแทนที่มันจะรีบว่ายหนี กลับพากันกระโดดขึ้นเหนือน้ำสามครั้งเหมือนกับจะแสดงการคารวะหลวงปู่ จากนั้นก็พากันว่ายน้ำหายไป" .. " 


เนื้อหาจาก http://www.dharma-gateway.com/ 
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=7&t=24

หากทุกท่านได้อ่าน ก็จะทำให้เรามีความเชือในเรื่องกรรม และผลของกรรมได้เป็นอย่างดี!!!