วันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

ถวายผ้าอังสะ


เมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ได้พาลูกสาวเดินทางไปทำบุญ ๙ วัด ในเขตตัวเมืองจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยนัดหลานชาย และหลานสาวจากจังหวัดชลบุรี ไปทำบุญด้วยกันในครั้งนี้

วัดแรกที่เรานัดกันไว้ ได้แก่วัดใหญ่ชัยมงคล เพื่อไปกราบสักการะอนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และพระเจดีย์ใหญ่ชัยมงคล

การมาทำบุญครั้ง ตรงกับวันมาฆะบูชาด้วย นอกจากจะทำบุญไหว้พระตามปกติแล้ว ยังได้เวียนประทักษิณรอบองค์พระเจดีย์อีกด้วย รวม ๓ รอบ เพื่อเป็นระลึกถึงวัน "มาฆะบูชา " ซึ่งมีความเป็นมาและมีความสำคัญ ดังนี้

"มาฆะ" เป็นชื่อของเดือน ๓ มาฆบูชานั้น ย่อมาจากคำว่า"มาฆบุรณมี" แปลว่าการบูชาพระในวันเพ็ญ เดือน ๓ วันมาฆบูชาจึงตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ แต่ถ้าปีใดมีเดือน อธิกมาส คือมีเดือน ๘ สองครั้ง วันมาฆบูชาก็จะเลื่อนไปเป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ เป็นวันสำคัญวันหนึ่ง ในวันพุทธศาสนา คือวันที่มีการประชุมสังฆสันนิบาตครั้งใหญ่ในพุทธศาสนา ที่เรียกว่า "จาตุรงคสันนิบาต" และเป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงโอวาทปฎิโมกข์แก่พระสงฆ์สาวกเป็นครั้งแรก ณ เวฬุวันวิหาร กรุงราชคฤห์ เพื่อให้พระสงฆ์นำไปประพฤติปฏิบัติ เพื่อจะยังพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป

โอวาทปาฏิโมกข์
โอวาทปาฏิโมกข์ - หลักคำสอนสำคัญของพระพุทธศาสนา หรือคำสอนอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ได้แก่ พระพุทธพจน์ ๓ คาถากึ่ง ที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูป ผู้ไปประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย ณ พระเวฬุ วนาราม ในวันเพ็ญเดือน ๓ ที่เราเรียกกันว่าวันมาฆบูชา (ถรรถกถากล่าวว่า พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ นี้ แก่ที่ประชุมสงฆ์ตลอดมา เป็นเวลา ๒๐ พรรษา ก่อนที่จะโปรดให้สวดปาฏิโมกข์อย่างปัจจุบันนี้แทนต่อมา),

คาถา โอวาทปาฏิโมกข์ มีดังนี้ (โอวาทปาติโมกข์ ก็เขียน)
สพฺพปาปสฺส อกรณํกุสลสฺสูปสมฺปทา
สจิตฺตปริโยทปนํเอตํ พุทธาน สาสนํฯ
ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา
นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา
น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี
สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโตฯ
อนูปวาโท อนูปฆาโต ปาติโมกฺเข จ สํวโร
มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ ปนฺตญฺจ สยนาสนํ
อธิจิตฺเต จ อาโยโค เอตํ พุทฺธาน สาสนํฯ
ขันติ คือความอดกลั้น เป็นตบะอย่างยิ่ง,
การไม่กล่าวร้าย, การไม่ทำร้าย, ความสำรวมในปาฏิโมกข์,
"ไม่ทำชั่ว ทำแต่ความดี ทำจิตใจให้ผ่องใส"
๒. พระภิกษุสงฆ์เหล่านี้ล้วนเป็น "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" คือเป็นผู้ที่ได้รับการอุปสมบทโดยตรงจาก พระพุทธเจ้าทั้งสิ้น
๓. พระภิกษุสงฆ์ทุกองค์ที่ได้มาประชุมในครั้งนี้ ล้วนแต่เป็นผุ้ได้บรรลุพระอรหันต์แล้วทุก ๆองค์
๔. เป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวงกำลังเสวยมาฆฤกษ

แปล :
การไม่ทำความชั่วทั้งปวง, การบำเพ็ญแต่ความดี, การทำจิตของตนให้ผ่องใส นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

พระพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวว่านิพพาน เป็นบรมธรรม,
ผู้ทำร้ายคนอื่นไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต,
ผู้เบียดเบียนคนอื่น ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ

ความเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร, ที่นั่งนอนอันสงัด, ความเพียรในอธิจิต นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ที่เข้าใจกันโดยทั่วไป และจำกันได้มาก ก็คือ ความในคาถาแรกที่ว่า 

คำว่า "จาตุรงคสันนิบาต" แยกศัพท์ได้ดังนี้ คือ "จาตุร" แปลว่า ๔ "องค์" แปลว่า ส่วน "สันนิบาต" แปลว่า ประชุม ฉะนั้นจาตุรงคสันนิบาตจึงหมายความว่า "การประชุมด้วยองค์ ๔" กล่าวคือมีเหตุการณ์พิเศษที่เกิดขึ้นพร้อมกันในวันนี้ คือเป็นวันที่ พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า จำนวน ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมพร้อมกันที่เวฬุวันวิหารในกรุงราชคฤห์ โดยมิได้นัดหมาย (จาก... http://www.dhammathai.org)
การปฎิบัติตนสำหรับพุทธศาสนาในวันนี้ก็คือ การทำบุญตักบาตรในตอนเช้า หรือไม่ก็จัดหาอาหารคาวหวานไปทำบุญฟังเทศน์ที่วัด ตอนบ่ายฟังพระแสดงพระธรรมเทศนา ในตอนกลางคืน จะพากันนำดอกไม้ ธูปเทียน ไปที่วัดเพื่อชุมนุมกันทำพิธีเวียนเทียนรอบพระอุโบสถพร้อมกับพระภิกษุสงฆ์ โดยเจ้าอาวาสจะนำว่า นะโม ๓ จบ จากนั้นกล่าวคำถวายดอกไม้ธูปเทียน ทุกคนว่าตาม จบแล้วเดินเวียนขวา ตลอดเวลาให้ระลึกถึง พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ จนครบ ๓ รอบ แล้วนำดอกไม้ ธูปเทียนไปปักบูชาตามที่ทางวัดเตรียมไว้เป็นอันเสร็จพิธี

 นอกจากนี้ ยังได้ทำบุญถวายอังสะ ห่มให้กับพระพุทธรูป ที่ตั้งเรียงรายรอบพระมหาเจดีย์ใหญ่ชัยมงคลในครั้งนี้




อานิสงค์ของการถวายอัฎฐะบริขาร


..ในกาลครั้งหนึ่ง องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อพระองค์เสด็จอาศัยกรุงสาวัตถี อันเป็นที่
โคจรบิณฑบาต เสด็จประทับอยู่ในบุพพารามวิหาร ณ ป่าเชตวันในกาลครั้งหนึ่งมีมหาเศรษฐีผู้หนึ่งอยู่
ในบ้านสถาน ชื่อว่า หะโตสะเศรษฐีปลูกโรงมณฑปไว้หน้าเรือนของตน และทำสร้างแปลงอัฏฐะ
บริหาร ๘ ประการเป็นต้นว่า ผ้าจีวร สบง สังฆาฏิ บาตรและผ้ากรองน้ำ คิลานเภสัช และขวานสิ่ว
เสื่อสาดอาสนะ ครบเครื่องอัฏฐะ แล้วทำการมหรสพอันยิ่งใหญ่ประจบครบ ๗ วัน แล้วจึงนำกอง
อัฏฐะเข้าไปสู่ป่าเชตวัน ณ บุพพรามวิหารอันเป็นที่ประทับแห่งองค์สมเด็จพระพุทธเจ้า ถวายบิณฑบาต
และอัฏฐะแก่พระพุทธองค์กับทั้งพระภิกษุสงฆ์ ๕๐๐ รูป เสร็จจากการภัตตากิจแล้วก็กราบทูลถามถึง
องค์ผู้เจริญ อันบุคคลที่มีจิตศรัทธาประสันนาการ มาสร้างอัฏฐะ บริขาร ๘ ประการให้เป็นทาน จะได้
อานิสงส์อย่างไรพระเจ้าข้า
องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเทศนาว่า ดูกรเศรษฐีบุคคลใดที่มีใจ
ศรัทธาเลื่อมใสมาก่อสร้างบริการ ๘ ประการ ถวายเป็นทานก็จะได้อานิสงส์ ๓๖ กัล์ป บุคคลผู้นั้นจะไม่
ไปสู่อบายภูมิได้ ๑๐๐ ชาติ จะได้เสวยสมบัติในชั้นสวรรค์ภายหลังจะได้พระนิพพานสมบัติ อันสิ้นภพ
สิ้นชาติสิ้นทุกข์สิ้นภัยไม่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร การถวายทานด้วยเครื่องอัฏฐะบริขารนี้เป็น
เยี่ยงอย่างประเพณีแห่งพระบรมโพธิสัตว์สืบ ๆ กันมา พระพุทธองค์จึงนำอดีตนิทานมาเทศนาว่า
ดูกรเศรษฐีในอดีตกาลล่วงมาแล้ว ในครั้งพระบรมโพธิสัตว์บำเพ็ญพระบารมีบริบูรณ์ ได้ตรัสรู้
ปรมาภิเษกสัมโพธิญาณ ทรงพระนามว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระมหากรุณาโปรดเวไนยบรรพ
สัตว์ ให้ตั้งอยู่ในทางสวรรค์และทางนิพพาน ครั้งนั้นยังมีบุรุษเข็ญใจเลี้ยงชีวิตด้วยความลำบากไปเที่ยว
เก็บผักหักฟืนมาขายเลี้ยงชีวิตอยู่มาวันหนึ่งไปเห็นพระปัจเจกโพธิองค์หนึ่ง อยู่ในป่า ก็มีจิตศรัทธา
เลื่อมใสในพระปัจเจกโพธิเข้าไปถวายอภิวาท แล้วแบกเอามัดฟืนและผักกับมาขายได้เงินพอสมควร
แล้วจึงนำไปซื้อผ้าแพรมาทำเป็นผ้าสบง จีวรสังฆาฏิบาตรครบเครื่องอัฎฐะแล้วจึงนำเข้าไปถวายแก่
พระปัจเจกโพธิเจ้า แล้วจึงตั้งปฏิธานด้วยเดชะบุญแห่งข้าพเจ้าได้ทำทานในครั้งนี้ ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจาก
ความเข็ญใจได้ยาก เหมือนดั่งชาตินี้และเมื่อข้าพเจ้าได้ท่องเที่ยวอยู่ในวัฏฏสงสารตราบใดขอให้ข้าพเจ้า
บริบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ ให้ได้จำแนกแจกทานแก่ท่านผู้มีศีล และคนยาจกวณิพกคนขอทุกทั่วหน้า
และขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมโพธิญาณครั้นปรารถนาแล้วก็กลับไปสู่บ้านเรือนของตน
ขวนขวายหาเลี้ยงมารดาตราบเท่าสิ้นอายุ ก็ไปบังเกิดสวรรค์ชั้นดุสิต มีวิมานทองสูง ๒๘ โยชน์ มีนาง
ฟ้าเทพอัปสร ๕๐๐ เป็นบริวาร ครั้นจุติจากตุสิตพิภพแล้ว มาถือกำเนิดในตระกูล สากยะเสตะราชกรุง
สาวัตถี บริบูรณ์ด้วยโภคสมบัติ ครั้นเจริญวัยขึ้นก็ได้เสวยราชสมบัติแทนบิดา ทรงพระนามว่าสมเด็จ
พระยาปัสเสนทิโกศลในกาลบัดนี้ ครั้นจบพระธรรมเทศนาแล้ว หะโตสะเศรษฐีได้ทูลลาไปสู่เรือนของ
ตนครั้นเมื่อสิ้นอายุขัยแล้วก็ไปบังเกิดในดุสิต เสวยทิพย์สมบัติ มีวิมานทองสูง ๒๐ โยชน์ มีเทพอัปสร
๓ หมื่น เป็นบริวาร

พระพุทธรูปที่ตั้งเรียงรายอยู่รอบพระมหาเจดีย์ใหญ่ชัยมงคล ยังมีจำนวนมาก ที่ขาดผ้าอังสะ สำหรับห่มให้องค์ท่าน หากท่านใดมีโอกาส ขอเรียญเชิญครับ !!!





วันพุธที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

หลวงพ่อกลักฝิ่น

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 ได้เดินทางไปรับพระคุณเจ้าที่วัดสุทัศน์เทพวราราม เพื่อมาเป็นวิทยากร ตามโครงการฝึกสมาธิเพื่อจิตตั้งมัั่นฯ ขณะที่ไปรับพระคุณเจ้า ท่านบอกว่า ขอเวลาทำภาระกิจก่อน เนื่องจากวันนี้ ทางวัดได้เป็นสถานสอบบาลีสนามหลวง ประโยค 3 ทั่วกรุงเทพมหานคร และท่านได้เป็นกรรมการในการสอบครั้งนี้ด้วย และท่านบอกว่าไปกราบไหว้หลวงกลักฝิ่น ที่ศาลาการเปรียญ และไปคุยกับอาจารย์อ็อด ไปพลาง ๆ ก่อน



จึงได้เดินทางไปกราบไหว้หลวงพ่อกลักฝิ่นที่ศาลาการเปรียญ ปรากฎว่ามีประชาชนมากราบไหว้เป็นจำนวนมากพอสมควร และขณะที่กำลังจะกลับได้มีน้องผู้หญิงคนหนึ่งเดินมาถามว่า

"ลุงๆ เขาไปขมากรรมกัยที่ไหน "

"ลุงไม่ทราบครับ ลองไปถามเจ้าหน้าที่ดู ว่าเขาไปทำกันที่ไหน " ซึ่งก็ไม่รู้รายละเอียดจริง ๆ ว่ามีการขอขมากรรมที่นี่ได้

ผู้เขียนเองก็มองหาหลวงพ่อกลักฝิ่นเช่นกัน ไม่ทราบว่าเป็นพระพุทธรูปองค์ไหน เห็นแต่พระประธานองค์ใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ที่บนศาลาการเปรียญเท่านั่น และเคยเข้ามาร่วมงานที่ศาลการเปรียญหลายครั้ง แต่ก็ไม่ทราบมาก่อนว่าหลวงพ่อกลักฝิ่นตั้งอยู่ที่นี่ จึงได้หาประวัติของท่าน พอสรุปได้ดังนี้

"...พระพุทธเสรฏฐมุนี พระพุทธรูปปางมารวิชัยสร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เป็นพระพุทธรูปที่หล่อจากกลักฝิ่น ประดิษฐานเป็นพระประธาน ตั้งอยู่ ณ ศาลาการเปรียญ วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 พระองค์ทรงต้องการบำรุงรักษาพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองเพื่อส่งเสริมพสกนิกรให้เป็นพลเมืองดี มีศีลธรรม มีความรู้และสติปัญญา ขณะนั้นมีชาวต่างชาตินำฝิ่นเข้ามาจำนวนมาก

     ฝิ่นจัดอยู่ในประเภทสิ่งเสพติดชนิดหนึ่งที่ทำให้ผู้คนขาดสติ มองว่าบั่นทอนความมั่นคงของบ้านเมืองจึงมีพระราชโองการปราบฝิ่น  ได้มีการกวาดล้างฝิ่นครั้งใหญ่ใน พ.ศ. 2382 ได้ฝิ่นดิบกว่า 3,700 หาบ ฝิ่นสุก 2 หาบ น้ำหนักรวม 222,120 กิโลกรัม ในเวลานั้นคิดเป็นเงินกว่า 18 ล้านบาท โปรดรวมมาเผาทำลายที่สนามชัย หน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท
       เมื่อวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2382 ทรงนำกลักฝิ่นจำนวนมากหล่อเป็นพระพุทธปฏิมากร ณ โรงหล่อของหลวงในพระบรมมหาราชวัง อัญเชิญมาประดิษฐาน ณ ศาลาการเปรียญ วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร เมื่อแรกผู้คนเรียกว่า “พระกลักฝิ่น”
ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานนามว่า “พระพุทธเสรฏฐมุณี” แปลว่า พระผู้ประเสริฐสุด มีความหมายว่า ผู้ติดสิ่งเสพติดทั้งหลาย สามารถกลับใจเป็นคนดีได้เสมอ ย่อมสว่างรุ่งเรืองเหมือนพระพุทธรูปที่ทรงสร้าง อันจะเป็นพลังแข็งแกร่งชนะจิตใจให้เหินห่างสิ่งเสพติดได้(ที่มา : https://www.silpa-mag.com/)
เมื่อได้อ่านประวัติความเป็นมาของท่านแล้ว จึงถึงบางอ้อว่า...หลวงพ่อกลักฝิ่น ก็คือ พระพุทธเสรฎฐมุณี " ซึ่งเป็นพระประธานในศาลาการเปรียญนั่นเอง
ดังนั้น ผู้ที่ประสงค์จะขอพรจากท่าน เพื่อกลับตัวกลับใจหรือขอเลิกสิ่งเสพติดต่าง ๆ จึงต้องเดินทางไปขอพรจากท่าน และนอกจากนี้ หากใครเคยสร้างกรรมไม่ดีมา ต้องการกลับใจเป็นคนดี จึงมีการเดินทางมาขอขมากรรมต่อท่าน อันเป็นความเชื่อส่วนบุคคลของแต่ละคนครับ
หากท่านมีโอกาสเดินทางมาที่วัดสุทัศน์เทพวราราม ก็ควรจะไปกราบขอพรจากหลวงพ่อกลักฝิ่น ได้ ณ ศาลาการเปรียญวัดสุทัศน์ฯครับ!!!!

วันอาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

ความอดทน



ความอดทน ถือว่าเป็นข้อธรนรมที่มีความสำคัญต่อการดำรงตนและนำมาประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวัน จากเหตุการณ์ต่าง ๆจะทำให้เห็นว่าคนเราส่วนมาก ยังขาดการฝึกตนตามข้อธรรมดังกล่าว ผลจากการขาดฝึกปฏิบัติ นำมาสู่การกระทำที่เกิดความเดือดร้อนต่อตนเอง ครอบครัว และสังคม



จากเหตุการณ์กราดยิ่งผู้คนที่ห้างเทอมินอลทเวนตีวัน ใจกลางเมืองโคราช ทำให้คนตายจำนวน ๓๐ คนและบาดเจ็บรวมจำนวน ๕๒ คน สาเหตุเกิดมาจากความคับแค้น ความไม่พอใจ จากเงินทอนตามสัญญากู้ยืมเงินมาซื้อบ้านพักอาศัย ด้วยความคับแค้นดังกล่าว ทำให้มีการระบายความคับแค้นออกเป็นการฆ่าล้างแค้น การยิงผู้คนบาดเจ็บจำนวนมากดังกล่าว

ผู้คนจำนวนมากดังกล่าว ไม่มีส่วนรู้เห็นกับการทำสัญญากู้เงินในครั้งนี้ แต่คนร้ายก็กลับมายิงคนดังกล่าว เพราะขาดความอดทน ขาดสติ จนทำให้สติแตก ควบคุมอารมณ์ไม่ได้

ความอดทน พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ดีมาก ท่านเปรียบเทียบเหมือนแผ่นดินอดทนต่อสิ่งที่เขาทิ้งลงบนพื้นดิน มีทั้งของสะอาด ของสกปรก แต่แผ่นดินก็ไม่แสดงความยินดียินร้าย ไม่สะทกสะท้านกับสิ่งที่ได้รับดังกล่าว

แผ่นดินยังให้ความเสอมภาคทั้งคนดีและไม่ดี ได้อยู่อาศัย ไม่เลือกชั้น วรรณะ ไม่เลือกคนรวย คนจน ทุกคนก็มีสิทธิอยู่บนพื้นดินได้เช่นเดียวกัน

การที่คนเราจะสามารถทำจิตใจให้นิ่งและอดทนดังแผ่นดินได้นั่น ต้องมีการฝึกฝนและบำเพ็ญมาเป็นเวลานาน จึงจะทำให้จิตมีพลังที่แก่กล้า และแข็งแกร่ง จนทำให้สามารถอดทน อดกลั้น กับสภาพดังกล่าวได้

พระพุทธพจน์ข้างล่างนี้ คงจะทำให้เราได้คิดและตระหนักในการนำหลักธรรมดังกล่าว มาฝึกตน ฝึกใจ และนำขันติมาใช้ประโยชน์กับตนให้มากยิ่งขึ้นครับ

"...ท่านจงอดทนต่อคำยกย่อง และคำดูหมิ่นทั้งปวง
เปรียบเหมือน.. แผ่นดินอดทนต่อสิ่งที่เขาทิ้งลงทุกอย่างทั้งสะอาดและไม่สะอาด
ไม่แสดงความยินดียินร้าย บำเพ้ญขันติบารมีก้จักบรรลุสัมโพธิญาณได้..."

"...ผู้มีขันติชื่อว่านำประโยชน์มาให้ทั้งแก่ตนและผู้อื่น ผู้มีขันติชื่อว่าเป็นผู้ขึ้นสู่ทางไปสู่สวรรค์ และนิพพาน..."
(พุทธพจน์)

พลิกวิกฤตเป็นโอกาส


วันนี้ได้อ่านโอวาทของพระอาจารย์มหาใจ เขมจิตโต(ปธ.๙) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดชนะสงครามฯให้กับพระภิกษุและสามเณรที่เข้าร่วมบาลีสนามหลวงในปี ๒๕๖๓ เห็นว่า มีเนื้อหา และคติเตือนใจสำหรับผู้ที่หวังความเจริญ จึงขอนำโอวาทดังกล่าวมาบันทึกไว้ เพื่อให้ผู้ที่พบเห็นได้อ่านแลพิจารณาต่อไป



ธรรมดา......พลิกวิกฤตเป็นโอกาส
พวกเธอ.......อย่าพลิกโอกาสเป็นวิกฤต
.................................
.....บัดนี้จะถึงวันกำหนดสอบคือ วันที่ ๑๘,๑๙,๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ นี้จะเป็นวันสอบบาลีสนามหลวง ครั้งที่ ๑ ครั้งหลัง ของชั้นประโยค ๑-๒ ถึงชั้นประโยค ป.ธ.๕
.....จำนวนนักเรียนนักเรียนในคณะ ๑๔  ที่ส่งสอบประกอบด้วย
.........ประโยค ป.ธ. ๕  จำนวน  ๔ รูป
.........ประโยค ป.ธ.๓  จำนวน ๓ รูป
.........ประโยค ๑-๒  จำนวน ๒ รูป
.........ที่สอบแล้วคือประโยค ป.ธ.๖ จำนวน ๒ รูป  (สอบแล้ว)
.........รวมส่งสอบทั้งสิ้น ๑๑ รูป
.........ชั้นไวยากรณ์  จำนวน ๖ รูป (ไม่ได้ส่งสอบ)
  ...........................................................................


.....ลูกพระ ลูกเณร ถือว่าโชคดี มีโอกาสดีได้เข้ามาเรียนในวัดที่วัดชนะสงครามแห่งนี้ ตลอดระยะเวลาที่เรียนจนถึงสอบนี้  ต้องมาพิจารณาตนเองว่า เราได้ปฏิบัติตนให้สมกับที่มีโอกาสดีหรือเปล่า  เพราะมิใช่ว่าใครๆ จะมีโอกาสได้เช่นนี้ แต่โอกาสนี้ก็มิได้หมายความว่าเราโชคดีกว่าคนอื่นๆ  เพราะคำว่า “โอกาส” มิได้ไปเปรียบเทียบกับใคร แต่เปรียบเทียบกับตัวเราเอง

.....เหตุใดจึงว่าเรามีโอกาสดี เพราะเราได้รับโอกาสทางการศึกษาที่สำคัญ  ที่สามารถต่อยอดในระดับอื่นๆได้ตามที่ต้องการ คือ จะเรียนต่อทางโลกระดับปริญญาตรี โท หรือเอก ของมหาวิทยาลัยสงฆ์ หรือมหาวิทยาลัยอื่นๆ ก็ทำได้ ดังที่หลายรูปกำลังศึกษาต่ออยู่นี้  หรือจะต่อเพื่อไปศึกษาต่างประเทศก็ทำได้

.....หรือจะเรียนเพื่อมีโอกาสทำงานถวายพระศาสนาและสังคม ประเทศชาติต่อไปในทิศทางที่เราต้องการก็ได้

 .....และโอกาสนี้  เราจะได้ทำหน้าที่พระสงฆ์สามเณร  ซึ่งเป็นบททดสอบการฝึกตนของเราตลอดเวลา

.....ผู้ที่บวชก่อน ถ้าว่าตามอายุหรือปีที่บวช  เช่นพี่เณร หลวงพี่ ก็สมควรที่จะต้องมีปฏิปทาละเอียดขึ้น สุขุมขึ้น เคร่งครัดขึ้น หรือรู้วิธีปฏิบัติมากขึ้นตามปีที่บวช  แต่ความจริงเป็นเช่นนั้นหรือไม่ เราต้องมีการพิจารณาการฝึกตนเหล่านี้ตลอดให้สมกับโอกาสที่เราได้รับ

.....ไม่ใช่ว่ายิ่งอยู่นาน  การฝึกตนก็ยิ่งด้อยลง เช่นใหม่ๆขยันทำวัตร ไหว้พระ นอนตื่นเช้า ขยันบิณฑบาต   ขยันเรียนหนังสือ  ช่วยกิจการวัดได้ดี  เป็นต้น แต่พออยู่นาน กลับขยันทำวัตรน้อยลง ตื่นสาย เลิกบิณฑบาต ไม่ค่อยทำวัตรสวดมนต์ หรือไม่ค่อยอยากเรียนหนังสือ  ทั้งไม่ช่วยกิจการงานของวัด  อย่างนี้เรียกว่า “เสียโอกาสในการพัฒนาตน”

.....โอกาสที่จะฝึกตนให้ “เก่ง และแกร่ง” ยิ่งไปกว่านี้ ก็นับว่ายาก
.....ลูกพระลูกเณรทุกรูป ต้องตระหนักให้แม่นมั่นว่า
.....ที่วัดชนะฯนี้  เป็นทั้งวัด เป็นทั้งโรงเรียน  คือไม่ใช่แค่ให้ที่อยู่อย่างเดียว ยังให้การศึกษาได้ด้วย ข้อสำคัญมีผู้อุปถัมภ์ด้วย  ในขณะที่บางแห่งอาจเป็นได้แค่ที่พัก แต่ต้องไปเรียนที่อื่น บางแห่งต้องพึ่งตนเองในเรื่องภัตตาหารและอุปกรณ์การศึกษา

.....และเรื่องสำคัญที่สุด ที่นี่มีครู อาจารย์ที่พร้อมจะสอนบาลีให้ตั้งแต่ต้นจนจบในแห่งเดียว

.....บางวัดยังต้องนิมนต์ครูจากที่อื่นมาสอนให้  ต้องถวายนิตยภัตจ้างครูจากที่อื่น

....บางสำนัก  หรือหลายสำนักเรียนโดยเฉพาะที่ไม่ได้เป็นวัดเรียนบาลีโดยตรง  มีปัญหาเรื่องไม่มีครูสอนบาลี หาครูสอนบาลีได้ยาก

....เพราะครูบาลีจริงๆ ที่สอนบาลีเพื่อหวังความเจริญก้าวหน้าทางการศึกษาทั้งของนักเรียนและของวัด  หาได้ยาก  เหตุเพราะครูบาลีจริงๆ มิได้สอนเพราะว่า “มีนิตยภัตมาก” แต่สอนเพราะ “นักเรียนต้องการเรียน” และเพราะ “ตนเองต้องการสอนให้นักเรียนประสบความสำเร็จ” เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องประสบความสำเร็จตามด้วย อันจะเป็นผลดีต่อการพระศาสนาในอนาคต

....ถ้าเทียบกับการศึกษาข้างนอก ที่พวกเธอต้องจ้างครู (คือจ่ายค่าเทอมเรียน) แต่ที่นี่ โดยเฉพาะที่คณะนี้  ไม่ต้องจ้างอาจารย์สอน  ทั้งอาจารย์ก็ไม่ได้รับค่าแรงในการสอน ไม่ว่าจะเป็นรายเดือนหรือรายปี  มิหนำซ้ำกลับยังต้องจ่ายค่าดูแลลูกพระลูกเณรผู้มาเรียนทุกเดือน ทุกอย่างที่เกี่ยวกับการเรียน ตลอดปี

.....สถานที่ๆ  มีพร้อมทุกอย่างแบบนี้ ไม่ใช่แค่วัดชนะฯ แต่เราพูดกันในฐานะที่ประชุมเรา  ความจริงมีหลายวัดหรือเกือบทุกวัดที่สอนบาลีทำแบบนี้ เพียงแต่อาจมีบางวัดที่มีทุนพอสมควรก็อำนวยความสะดวกแก่ครูได้ต่างกัน

.....อย่างนี้แหละที่เรียกว่า “เป็นโอกาสที่หาได้ยากยิ่ง”

 ....โอกาสที่ดีอย่างนี้  เราอย่าทำให้กลายเป็นวิกฤต  คืออย่าทำให้เราเสียประโยชน์ โดยอาศัยกิเลสเรื่องง่ายๆเช่นโทรศัพท์ หรือความขี้เกียจ  หรือความเห็นแก่ตน เป็นต้น

....จงพยายามรักษาโอกาสอันดีนี้ “ด้วยการฝึกตน” คือการทำหน้าที่ รักษาหน้าที่ ทำกิจวัตรของพระภิกษุสามเณรให้ดี ให้สมบูรณ์  อย่าให้ต้องเสียโอกาส  และอย่าให้พลาดโอกาส
....และเมื่อถึงโอกาสสอบแล้ว ก็จงใช้โอกาสนี้ให้เต็มที่
....ส่วนผลจะเป็นอย่างไร ก็จะสอดคล้องกับสิ่งที่เราทำตลอดมา

....ขออำนาจแห่งกุศลกรรม การทำหน้าที่ ความตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ความเคารพครูบาอาจารย์  และความดีทุกประการ จงมารวบรวมเป็นพลวเหตุ พลวปัจจัย  สนับสนุนให้ทุกรูปที่เข้าสอบ จงมีสติปัญญาและสมาธิ แก้ไขปัญหา ข้อสอบที่ปรากฏ  สามารถทำข้อสอบได้สำเร็จ และสอบผ่านสมความตั้งใจทุกรูป เทอญ ฯ

จ.เขมจิตต์
ให้โอวาทพระภิกษุสามเณรคณะ ๑๔ วัดชนะสงคราม
๑๖ กุมภาพันธ ๒๕๖๓

สาธุ ๆ ครับ

วัดตึก อยุธยา

การท่องเที่ยวตามวัดวาต่าง ๆ เป็นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและทำบุญตามประเพณี นอกจากนี้ยังได้ศึกษาประวัติศาสตร์ จิตรกรรม และภาพประวัติทางศาสนาและประวัติศาสตร์ของไทยอีกทางหนึ่ง

เคยไปเที่ยวในตัวเมืองอยุธยาหลายครั้ง แหล่งสถานที่และวัดที่ไป ก็จะเป็นวัดที่มีชื่อเสียงทางประวัติศาสตร์ และวัดที่คนนิยมกันไปท่องเที่ยวเป็นส่วนใหญ่

จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นจังหวัดหนึ่งที่มีวัดเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเคยเป็นเมืองหลวงเก่าแก่ของไทยมาก่อน ประกอบกับสมัยโบราณผู้มีอำนาจและบารมีในสมัยนั่น นิยมสร้างวัดไว้เป็นที่ระลึก และประจำตระกูล เป็นประเพณีที่นิยมสืบต่อกันมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

วัดตึก เป็นวัดหนึ่งที่เคยได้ยินมานานแล้ว แต่ไม่เคยเข้าไปเที่ยวและกราบสักการะสิ่งสำคัญที่ตั้งอยู่ในวัดสักครั้ง

เมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ ลูกสาวและหลาน ๆ ที่เดินทางมาจากจังหวัดชลบุรี ได้พาไปทำบุญที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาอีกครั้งหนึ่ง และไปเที่ยวและทำบุญจำนวน ๙ วัด ได้แก่ วัดใหญ่ชัยมงคล วัดมงคลบพิตร วัดหน้าพระเมรุ วัดตึก วัดโลกธรรมาสุธาวาส วัดศรีสรรเพ็ชร วัดท่าการ้อง วัดธรรมาราม วัดกษัตราธิราช และวัดไชยวัฒนาราม



หลังจากเดินทางออกจากวัดโลกยาสุทธาวาส ภายในอุทยานประวัติศาสตร์ พอเลี้ยวซ้ายก็เจอกับวัดตึก จึงให้ลูกสาวแวะเข้าวัดดังกล่าว

พื้นที่ของวัด มองดูรอบ ๆ ก็จะคับแคบแต่สถานที่จอดรถจะมีที่จอดตรงข้ามกับศาลาก แต่ที่น่าแปลกตาคือวัดนี้จะมีเมรุหันหน้าออกมาทางประตูทางเข้าวัด ถัดมาก็เป็นศาลาการเปรียญ และด้านซ้ายมือทางประตูเข้ามีพระอุโบสถมหาอุตถ์ แต่ไม่ได้มีโอกาสเข้าไปกราบไหว้ในครั้งนี้

พอจอดรถแล้ว ได้เดินเข้าด้านข้างใน  เข้าไปสักการะพระนอนที่อยู่ด้านข้างวิหาร นอกจากนี้ตามตู้เรียงรายข้างวิหาร ก็จะมีวัตถุมงคลให้กับผู้สนใจบูชา เสร็จแล้วได้เดินเข้าไปข้างในวิหาร ต้องตกใจ เพราะภายในมีพระตำหนักของพระเจ้าเสือ ทรงประทับบนแท่นอย่างสง่างาม ด้านข้างพระรูปของพระยาพิชัยดาบหัก มีการประดับสวยงาม ทำให้วิหารดังกล่าวมีความน่าเกรงขามและจัดไว้อย่างสวยงาม

หลังจากกราบสักการะท่านแล้ว ได้ลองเสี่ยงทายต่อหน้าพระรูป ปรากฎว่าใบเสี่ยงทายได้หมายเลข ๒๓ อ่านแล้วปรากฎว่าโชคดี มีชัย ใครได้ใบนี้ดีนักแล ลูกสาว และหลานสาวต่างก็เสี่ยงเซียมซีเช่นกัน



นอกจากนี้รอบพระวิหาร ยังมีการประดิษฐ์พระพุทธรูปปางต่าง ๆ ไว้เรียงรายรอบพระวิหาร ทำให้ญาติโนมที่เข้าสักการะเสร็จแล้ว สามารถเดินทำบุญและกราบไหว้ได้รอบพระวิหารอีกด้วย นอกจากนี้ตามฝาผนังพระวิหารยังมีการเขียนจิตรกรรมเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ต่าง ๆไว้อีกด้วย

ท่านที่มาเที่ยวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา หากมีโอกาสควรแวะเข้าไปกราบสักการะและขอพรจากสิ่งศักดิ์ในวัดตึกด้วยครับ !!!



   

วันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

ปัจฉิมนิเทศวิทันตสาสมาธิ รุ่น 9

เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นวันสุดท้าย ที่นักศึกษาหลักสูตร " วิทันตสาสมาธิสำหรับนักบริหาร รุ่นที่ 9 " ของสถาบันพระปกเกล้า ได้ทำพิธีปัจฉิมนิเทศ โดยผู้ดูแลสาขาเป็นประธานในพิธี





พิธีเริ่มโดยผุ้นำสาขา นำกล่าวขอขมาพระรัตนตรัย และนักศึกษากล่าวตาม เสร็จแล้ว ตัวแทนนักศึกษฝ่ายชายและหญิง นำแจกันดอกไม้ถวายพระพุทธปฏิมา หลังจากนั้น ผู้ดูแลสาขานำกล่าวคำขอขมาพระอาจารย์ นักศึกษากล่าวตาม เสร็จแล้วตัวแทนฝ่ายชายและหญิงนำแจกันดอกไม้ถวายต่อหน้ารูปหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และพระพรหมมังคลญาณ(หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร)




หลังจากนั้นให้คณะนักศึกษาจับคู่หันหน้าเข้าหากัน ผู้ดูแลสาขานำกล่าวคำขอขมาสหธัมกัลยาณมิตธัม ขอขมาซึ่งกันและกัน หลังจากยืนเข้าแถวถือดอกกุหลาบคนละช่อเป็นวงกลมร้องเพลงอรุณทอแสง แล้วให้คณะนักศึกษาแต่ละท่านได้ขอขมาอาจารย์ รุ่นพี่ และเพื่อนสหธัมมิกกัลยาณิกธัม เป็นวงกลม มีการกล่าวคำขอบคุณ และขอขมาซึ่งกันและกันจนครบทุกคน




พิธีดังกล่าวทำให้คณะนักศึกษาเกิดความรัก ความสามัคคี มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน อีกทั้ง ยังได้มีการกล่าวคำขอขมาซึ่งกันและกัน ทำให้เกิดความมุ่งมั่นที่จะสานต่อปณิธานของหลวงพ่อไปยืนยงสืบไป




พิธีดังกล่าว นับว่าเป็นประเพณีอันดีงาม ซึ่งสถาบันแห่งนี้ได้ถือปฏิบัติสืบ ๆ กันมkเป็นเวลายาวนาน จนนับได้ว่าเป็นวัฒนธรรมอันดีงาม ที่ควรค่าแก่การสืบสานต่อไปครับ !!!