เป็นตลาดที่ขายของราคาถูก ไม่ว่าจขะเป็นเสื้อผ้ามือสอง อาหารสด แห้ง และเครื่องใช้ต่าง ๆ โดยเฉพาะผักสด จะมีราคาถูก และสด แม่บ้านจะชอบมาบ่อย ๆ และวันนี้ก็เช่นกัน ซื้อกับข้าว และปลานึ่งไปเช่นเคน
วันนี้ที่แปลกคือ แม่ยายมายด้วย ได้ซื้อขนมจีนเส้นเล็กไปด้วย ปรากฎว่า รสชาติอร่อยถูกใจ อีกวันถัดมาต้องพาไปหาซื้อมาอีก แต่ก็ไม่ได้ เนื่องจากวันเสาร์ ไม่มีตลาดนัด ต้องอดอีกหลายวัน..บอกได้คำเดียวว่า..อร่อยมากๆ
ส่วนผู้เขียน ไปทุกครั้ง จะต้องไปวนเวียนแถวพระเครื่อง ซึ่งมีอยู่หลายแผง บางแผงราคาเช่าก็ถูกๆ ส่วนมากจะเป็นพระบ้าน มีหลายครั้งได้พระดี ๆ ไปหลายองค์
วันนี้เช่นเดียวกัน ได้ดูหลายแผง มีเหรียญหลายเหรียญที่น่าสนใจ และติดมือมาจำนวน ๒ เหรียญ ได้แก่เหรียนหลวงปู่จันทร์ เขมิโย หรือ พระเทพสิทธาจารย์ วัดศรีเทพประดิษฐาราม อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม รุ่นสร้างเจดีย์ บรรจุอัฐิ ปี ๒๕๓๗
ประวัติการสร้างเหรียญ
ศิษย์สืบสายธรรมหลวงปู่เสาร์ กันตสีโล บูรพาจารย์แห่งพระป่า และหลวงปู่สีทัตถ์ ญาณสัมปันโน พระผู้สร้างพระธาตุท่าอุเทนและพระพุทธบาทบัวบก
มีนามเดิมว่า จันทร์ สุวรรณมาโจ ในวัยเยาว์ เริ่มอ่านอักษรสมัยเบื้องต้นคือ หนังสือไทยน้อย ขอม ไทยใหญ่ ก่อนเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ บรรพชาตั้งแต่วัย 10 ขวบ หลวงปู่จันทร์ ท่านเป็นปฐมกำเนิดวงศ์ธรรมยุตใน จ.นครพนม ญัตติเป็นครั้งแรกที่วัดแห่งนี้ และแผ่ขยายออกไปในพื้นที่ 71 วัด ทั้งจัดการศึกษาแผนใหม่ การศึกษานักธรรม-บาลี
ระหว่างรับภาระปกครองคณะสงฆ์ 2 นิกาย ท่านได้ทำนุบำรุงบูรณปฏิสังขรณ์วัด ทั้งคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตและคณะสงฆ์อื่นๆ ให้เสมอภาคกัน ดำรงอยู่คู่บวรพระพุทธศาสนา
บั้นปลายชีวิต ท่านได้ละสังขารอย่างสงบด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2516 เวลา 08.00 น.สิริอายุ 92 พรรษา 72 ในปี พ.ศ.2537 พระราชสุทธาจารย์ อดีตเจ้าอาวาสวัดศรีเทพฯ ได้จัดสร้างวัตถุมงคล เป็นเหรียญหลวงปู่จันทร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อแจกญาติโยมที่มาทำบุญในวัด เนื่องในโอกาสฉลองเจดีย์บรรจุอัฐิ ในวันที่ 2 ก.พ. ของปีที่จัดสร้างดังกล่าว
จัดสร้างชนิดเดียว เป็นเหรียญเนื้อทองแดง 50,000 เหรียญ ลักษณะเป็นเหรียญรูปไข่ มีหูห่วง
ด้านหน้าเหรียญ มีเส้นสันนูนล้อมรอบ มีจุดไข่ปลาล้อมตามขอบรอบเส้นวงรี และมีเส้นสันขนาบรอบวงรีด้านในอีกชั้น ตรงกลางเหรียญมีรูปเหมือนหลวงปู่หน้าตรงครึ่งองค์ จากรอบใบหูซ้ายวนไปถึงใบหูด้านขวา สลักตัวหนังสือนูนคำว่า 'หลวงปู่พระเทพสิทธาจารย์ (จันทร์ เขมิโยเถระ)'
ด้านหลังเหรียญ มีเส้นสันขอบหนารอบขอบเหรียญ ใต้หูห่วงสลักตัวหนังสือนูนคำว่า 'รุ่นสร้างเจดีย์บรรจุอัฐิ' กึ่งกลางเหรียญมีภาพเหมือนคล้ายเจดีย์ทรงระฆังคว่ำ ซึ่งเป็นเจดีย์บรรจุอัฐิของหลวงปู่ประดิษฐานอยู่ด้านหลังอุโบสถของวัด ใต้ฐานเจดีย์สลักตัวเลขไทย '๙๒' หมายถึงอายุของท่าน ถัดลงมาสลัก '๒๕๓๗' คือปี พ.ศ.ที่จัดสร้าง
เหรียญรุ่นนี้ หลวงปู่คำพันธ์ โฆษปัญโญ อดีตพระเกจิชื่อดังภาคอีสาน วัดพระธาตุมหาชัย อ.ปลาปาก จ.นครพนม นั่งอธิษฐานจิตพุทธาภิเษกในอุโบสถวัดศรีเทพฯ
เหรียญดังกล่าว เซียนพระเรียกขานติดปากว่า 'รุ่นหลังเจดีย์' มีพุทธคุณโดดเด่นด้านแคล้วคลาดปกป้องคุ้มภัย เมตตามหานิยม ทำมาค้าขายคล่อง ฯลฯ
แม้ในยุคนั้นจะสร้างแจก แต่ปัจจุบันถูกเก็บและขาดหายในตลาดพระเครื่องช่วงระยะหนึ่ง
อีกเหรียญ ได้แก่ เหรียญหลวงปู่บุดดา ถาวโร ข้างหลังเป็นพระพุทธชินราช จังหวัดพิษณุโลก เป็นเหรียญสามเหลี่ยม
ในขณะที่เดินทางกลับบ้าน ได้ทดสอบพุทธคุณทั้งสองเหรียญแล้ว ยืนยันได้ว่าเป็นเหรียญแท้ ไม่ใช่เหรียญปลอม เนื่องจากมีพระพุทธคุณทั้งทางเมตตา และด้านแคล้วคลาด
สำหรับเหรียญหลวงปู่จันทร์ เป็นเหรียญรุ่นสร้างบารมี เพื่อบรรจุอัฐิของท่าน ปลุกเสกโดยหลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ วัดป่ามหาชัย อำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม
ส่วนประวัติของหลวงปู่จันทร์ นั่น ไม่ธรรมดา ท่านเป็นพระนักปฏิบัติสายหลวงปู่มั่น ได้ติดส้อยห้อยตามหลวงปู่มั่นตั้งแต่สมัยเป็นสามเณร จึงเป็นที่เคารพนับถือของพุทธศาสนิกชนตามลุ่มแม่น้ำโขง และท่านสามารถสือสารกับวิญญาณ และสัตว์ต่าง ๆ ได้ ดั่งเรื่อง ปล่อยปลาพระโพธิ์สัตว์... จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่บารมีของท่านไว้ ณ ที่นี่
หลวงปู่จันทร์ เขมิโย กับ ปลาพระโพธิสัตว์"
หลายคนคงจะสงสัยว่า "การเกิดมาเพื่อบำเพ็ญบารมีเพื่อจะไปเป็นพระพุทธเจ้า ในพระไตรปิฎกที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้นั้น มีจริงหรือไม่" ลองอ่านเรื่องนี้แล้วพิจารณาดู
เหตุเกิดที่จังหวัดนครพนม ณ วัดศรีเทพประดิษฐาราม "โดยท่านเจ้าคุณพระเทพสิทธาจารย์" (หลวงปู่จันทร์ เขมิโย) ท่านเล่าเอาไว้ว่า "มีอยู่คืนหนึ่งท่านกำลังทำสมาธิกรรมฐาน ก็ปรากฏภาพนิมิตขึ้นในสมาธิ เป็นภาพของแอ่งน้ำกำลังแห้งมีปลาอยู่หกตัว เป็นปลาหมอ ๓ ตัว ปลาดุก ๓ ตัว กำลังดิ้นรนกระเสือกกระสนอยู่" ท่านจึงกำหนดจิตถามว่า เป็นคู่เวรคู่กรรมมาทวงหนี้เวรกรรมหรือไม่
ปลาเหล่านั้นตอบว่า "พวกเราเป็นพระโพธิสัตว์มาเกิดเป็นปลาเพื่อบำเพ็ญบารมี แต่ถูกกระแสกรรมทำให้ถูกนายบุญช่วย สุวรรณทรรภ จับมาขังเอาไว้ในตุ่มน้ำในสวนกล้วยติดหลังวัด ตอนนี้น้ำกำลังแห้ง ถ้าตายก่อนจะหมดโอกาสบำเพ็ญบารมี"
หลวงปู่จึงถามว่า เหตุใดจึงมาปรากฏในข่ายฌานสมาธิของท่าน
ปลาโพธิสัตว์เหล่านั้นตอบว่า "พวกเราตั้งจิตอธิษฐานว่า ด้วยกุศลผลบุญที่บำเพ็ญเพียรเพื่อปรารถนาพุทธภูมิในอนาคต ขอให้เราได้ปรากฏในข่ายฌานของผู้ทรงศีล ที่เคยเกื้อกูลกันมาก่อนในอดีตชาติ จึงได้มาปรากฏในข่ายวิถีฌานสมาธิของท่าน"
ตอนแรกหลวงปู่คิดว่าเป็นนิมิตมายา "จึงอธิษฐานจิตซ้ำว่า ถ้าเป็นภาพนิมิตมายาขอให้ดับหายไป ถ้าเป็นนิมิตจริงขอให้ปลาเหล่านี้สวดพระพุทธคุณให้ได้ยิน" ปรากฏว่า เมื่ออธิษฐานเสร็จ "ปลาเหล่านั้นก็พากันสวดสรรเสริญพระพุทธคุณ ว่า นโมตัสสะ ภควโต อรหโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ตัวละ ๓ จบเรียงกันไปจนครบหกตัว" ท่านได้ยินดังนั้นจึงรับปากว่าจะช่วย
รุ่งเช้าท่านออกบิณฑบาตไปจนถึงบ้านของโยมอุปัฏฐาก "วันนั้นลูกสาวของโยมอุปัฏฐากชื่อ เยี่ยม หอมหวล" อายุขณะนั้น ๑๐ ขวบ เมื่อใส่บาตรแล้วก่อนที่หลวงปู่จะไปบ้านอื่นต่อ จึงสั่งเด็กหญิงผู้นั้นว่า "ตอนสาง หลังกินข้าวเสร็จแล้วให้เอาขันน้ำใบใหญ่ ๆ ไปหาท่านที่วัดด้วย"
หลังจากนั้นเด็กหญิงก็เอาขันน้ำไปที่วัดตามที่หลวงปู่สั่ง เมื่อไปถึงหลวงปู่ก็สั่งว่า "ให้เอาน้ำใส่พอประมาณและให้ไปขอปลาหกตัวกับนายบุญช่วย ที่ขังเอาไว้ในตุ่มน้ำในสวนกล้วยติดกับหลังวัด" ซึ่งเด็กหญิงผู้นี้ก็รู้จัก พร้อมกำชับไว้ด้วยว่า "ไม่ว่าอย่างไร ก็ตามต้องเอาปลามาให้ได้"
เมื่อเด็กหญิงไปถึงพบนายบุญช่วย จึงบอกว่า "เจ้าคุณปู่ให้มาขอปลาหกตัว เป็นปลาหมอ ๓ ตัวปลาดุก ๓ ตัวที่ขังไว้ในสวนกล้วย" นายบุญช่วยแปลกใจ แต่ก็บอกว่าไม่รู้ว่าปลามีหรือไม่ ถ้าไม่มีให้กราบเรียนหลวงปู่ด้วยว่าไม่มี แล้วไปที่สวนกล้วย
พอไปถึงกระต๊อบท้ายสวน "นายบุญช่วยก็นึกได้ว่าตนเคยไปหาปลาและได้นำมาขังไว้จริง แต่นานแล้วจนลืม จึงอุทานว่าหลวงปู่เก่งจังที่รู้ว่าตนขังปลาไว้จนลืมไปแล้ว" จึงรีบไปดูที่ตุ่มกลางกอกล้วย ปรากฏว่า "เห็นปลาอยู่หกตัวตามที่หลวงปู่บอกมาจริง จึงจับปลาใส่ขันให้เด็กหญิง แล้วตามมาจนถึงวัด" เมื่อพบหลวงปู่ "จึงบอกว่าหลวงปู่เก่ง ที่รู้ว่ามีปลาถูกขังจนลืม"
หลวงปู่บอกว่า "ท่านไม่เก่ง ปลาเหล่านี้ต่างหากที่เก่ง" เพราะสามารถส่งกระแสจิตไปขอความช่วยเหลือจากท่านได้ "โชคยังดีที่ยังไม่ได้เอาไปทำอาหาร เพราะจะเดือดร้อนทั้งครอบครัว" จากนั้นหลวงปู่ก็ทำน้ำมนต์พรมให้ปลาแล้วอธิษฐานให้ปลานั้นปลอดภัย สามารถบำเพ็ญบารมีต่อได้จนหมดอายุขัย
"แล้วนำไปปล่อยที่แม่น้ำโขง น่าแปลกคือ เมื่อปล่อยปลาลงน้ำแล้วแทนที่มันจะรีบว่ายหนี กลับพากันกระโดดขึ้นเหนือน้ำสามครั้งเหมือนกับจะแสดงการคารวะหลวงปู่ จากนั้นก็พากันว่ายน้ำหายไป" .. "
เนื้อหาจาก http://www.dharma-gateway.com/
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=7&t=24
หากทุกท่านได้อ่าน ก็จะทำให้เรามีความเชือในเรื่องกรรม และผลของกรรมได้เป็นอย่างดี!!!


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น