วันพุธที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2561

หลวงปู่จันทร์ เขมิโย

เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๑ ช่วงบ่ายได้มีโอกาสไปแวะตลาดที่วัดนาวงศ์ ซึ่งจะมีตลาดนัดทุกวันศุกร์ และวันอาทิตย์ และเคยมาหลายครั้งแล้ว

เป็นตลาดที่ขายของราคาถูก ไม่ว่าจขะเป็นเสื้อผ้ามือสอง อาหารสด แห้ง และเครื่องใช้ต่าง ๆ โดยเฉพาะผักสด จะมีราคาถูก และสด แม่บ้านจะชอบมาบ่อย ๆ และวันนี้ก็เช่นกัน ซื้อกับข้าว และปลานึ่งไปเช่นเคน

วันนี้ที่แปลกคือ แม่ยายมายด้วย ได้ซื้อขนมจีนเส้นเล็กไปด้วย ปรากฎว่า รสชาติอร่อยถูกใจ อีกวันถัดมาต้องพาไปหาซื้อมาอีก แต่ก็ไม่ได้ เนื่องจากวันเสาร์ ไม่มีตลาดนัด ต้องอดอีกหลายวัน..บอกได้คำเดียวว่า..อร่อยมากๆ

ส่วนผู้เขียน ไปทุกครั้ง จะต้องไปวนเวียนแถวพระเครื่อง ซึ่งมีอยู่หลายแผง บางแผงราคาเช่าก็ถูกๆ ส่วนมากจะเป็นพระบ้าน มีหลายครั้งได้พระดี ๆ ไปหลายองค์

วันนี้เช่นเดียวกัน ได้ดูหลายแผง มีเหรียญหลายเหรียญที่น่าสนใจ และติดมือมาจำนวน ๒ เหรียญ ได้แก่เหรียนหลวงปู่จันทร์ เขมิโย หรือ พระเทพสิทธาจารย์ วัดศรีเทพประดิษฐาราม อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม รุ่นสร้างเจดีย์ บรรจุอัฐิ  ปี ๒๕๓๗



ประวัติการสร้างเหรียญ

หลวงปู่จันทร์ เขมิโย' หรือ พระเทพสิทธาจารย์ อดีตรองเจ้าคณะภาค 8-11 และที่ปรึกษาภาค 8-11 อดีตเจ้าอาวาสวัดศรีเทพ ประดิษฐาราม (ธ) อ.เมือง จ.นครพนม พระเถระร่วมสมัย 5 แผ่นดิน 

ศิษย์สืบสายธรรมหลวงปู่เสาร์ กันตสีโล บูรพาจารย์แห่งพระป่า และหลวงปู่สีทัตถ์ ญาณสัมปันโน พระผู้สร้างพระธาตุท่าอุเทนและพระพุทธบาทบัวบก

มีนามเดิมว่า จันทร์ สุวรรณมาโจ ในวัยเยาว์ เริ่มอ่านอักษรสมัยเบื้องต้นคือ หนังสือไทยน้อย ขอม ไทยใหญ่ ก่อนเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ บรรพชาตั้งแต่วัย 10 ขวบ หลวงปู่จันทร์ ท่านเป็นปฐมกำเนิดวงศ์ธรรมยุตใน จ.นครพนม ญัตติเป็นครั้งแรกที่วัดแห่งนี้ และแผ่ขยายออกไปในพื้นที่ 71 วัด ทั้งจัดการศึกษาแผนใหม่ การศึกษานักธรรม-บาลี
ระหว่างรับภาระปกครองคณะสงฆ์ 2 นิกาย ท่านได้ทำนุบำรุงบูรณปฏิสังขรณ์วัด ทั้งคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตและคณะสงฆ์อื่นๆ ให้เสมอภาคกัน ดำรงอยู่คู่บวรพระพุทธศาสนา

บั้นปลายชีวิต ท่านได้ละสังขารอย่างสงบด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2516 เวลา 08.00 น.สิริอายุ 92 พรรษา 72 ในปี พ.ศ.2537 พระราชสุทธาจารย์ อดีตเจ้าอาวาสวัดศรีเทพฯ ได้จัดสร้างวัตถุมงคล เป็นเหรียญหลวงปู่จันทร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อแจกญาติโยมที่มาทำบุญในวัด เนื่องในโอกาสฉลองเจดีย์บรรจุอัฐิ ในวันที่ 2 ก.พ. ของปีที่จัดสร้างดังกล่าว

จัดสร้างชนิดเดียว เป็นเหรียญเนื้อทองแดง 50,000 เหรียญ ลักษณะเป็นเหรียญรูปไข่ มีหูห่วง
ด้านหน้าเหรียญ มีเส้นสันนูนล้อมรอบ มีจุดไข่ปลาล้อมตามขอบรอบเส้นวงรี และมีเส้นสันขนาบรอบวงรีด้านในอีกชั้น ตรงกลางเหรียญมีรูปเหมือนหลวงปู่หน้าตรงครึ่งองค์ จากรอบใบหูซ้ายวนไปถึงใบหูด้านขวา สลักตัวหนังสือนูนคำว่า 'หลวงปู่พระเทพสิทธาจารย์ (จันทร์ เขมิโยเถระ)'

ด้านหลังเหรียญ มีเส้นสันขอบหนารอบขอบเหรียญ ใต้หูห่วงสลักตัวหนังสือนูนคำว่า 'รุ่นสร้างเจดีย์บรรจุอัฐิ' กึ่งกลางเหรียญมีภาพเหมือนคล้ายเจดีย์ทรงระฆังคว่ำ ซึ่งเป็นเจดีย์บรรจุอัฐิของหลวงปู่ประดิษฐานอยู่ด้านหลังอุโบสถของวัด ใต้ฐานเจดีย์สลักตัวเลขไทย '๙๒' หมายถึงอายุของท่าน ถัดลงมาสลัก '๒๕๓๗' คือปี พ.ศ.ที่จัดสร้าง
เหรียญรุ่นนี้ หลวงปู่คำพันธ์ โฆษปัญโญ อดีตพระเกจิชื่อดังภาคอีสาน วัดพระธาตุมหาชัย อ.ปลาปาก จ.นครพนม นั่งอธิษฐานจิตพุทธาภิเษกในอุโบสถวัดศรีเทพฯ

เหรียญดังกล่าว เซียนพระเรียกขานติดปากว่า 'รุ่นหลังเจดีย์' มีพุทธคุณโดดเด่นด้านแคล้วคลาดปกป้องคุ้มภัย เมตตามหานิยม ทำมาค้าขายคล่อง ฯลฯ

แม้ในยุคนั้นจะสร้างแจก แต่ปัจจุบันถูกเก็บและขาดหายในตลาดพระเครื่องช่วงระยะหนึ่ง


อีกเหรียญ ได้แก่ เหรียญหลวงปู่บุดดา ถาวโร ข้างหลังเป็นพระพุทธชินราช จังหวัดพิษณุโลก เป็นเหรียญสามเหลี่ยม

ในขณะที่เดินทางกลับบ้าน ได้ทดสอบพุทธคุณทั้งสองเหรียญแล้ว ยืนยันได้ว่าเป็นเหรียญแท้ ไม่ใช่เหรียญปลอม เนื่องจากมีพระพุทธคุณทั้งทางเมตตา และด้านแคล้วคลาด

สำหรับเหรียญหลวงปู่จันทร์ เป็นเหรียญรุ่นสร้างบารมี เพื่อบรรจุอัฐิของท่าน ปลุกเสกโดยหลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ วัดป่ามหาชัย อำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม

ส่วนประวัติของหลวงปู่จันทร์ นั่น ไม่ธรรมดา ท่านเป็นพระนักปฏิบัติสายหลวงปู่มั่น ได้ติดส้อยห้อยตามหลวงปู่มั่นตั้งแต่สมัยเป็นสามเณร จึงเป็นที่เคารพนับถือของพุทธศาสนิกชนตามลุ่มแม่น้ำโขง และท่านสามารถสือสารกับวิญญาณ และสัตว์ต่าง ๆ ได้ ดั่งเรื่อง ปล่อยปลาพระโพธิ์สัตว์... จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่บารมีของท่านไว้ ณ ที่นี่

หลวงปู่จันทร์ เขมิโย กับ ปลาพระโพธิสัตว์" 

หลายคนคงจะสงสัยว่า "การเกิดมาเพื่อบำเพ็ญบารมีเพื่อจะไปเป็นพระพุทธเจ้า ในพระไตรปิฎกที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้นั้น มีจริงหรือไม่" ลองอ่านเรื่องนี้แล้วพิจารณาดู 

เหตุเกิดที่จังหวัดนครพนม ณ วัดศรีเทพประดิษฐาราม "โดยท่านเจ้าคุณพระเทพสิทธาจารย์" (หลวงปู่จันทร์ เขมิโย) ท่านเล่าเอาไว้ว่า "มีอยู่คืนหนึ่งท่านกำลังทำสมาธิกรรมฐาน ก็ปรากฏภาพนิมิตขึ้นในสมาธิ เป็นภาพของแอ่งน้ำกำลังแห้งมีปลาอยู่หกตัว เป็นปลาหมอ ๓ ตัว ปลาดุก ๓ ตัว กำลังดิ้นรนกระเสือกกระสนอยู่" ท่านจึงกำหนดจิตถามว่า เป็นคู่เวรคู่กรรมมาทวงหนี้เวรกรรมหรือไม่ 

ปลาเหล่านั้นตอบว่า "พวกเราเป็นพระโพธิสัตว์มาเกิดเป็นปลาเพื่อบำเพ็ญบารมี แต่ถูกกระแสกรรมทำให้ถูกนายบุญช่วย สุวรรณทรรภ จับมาขังเอาไว้ในตุ่มน้ำในสวนกล้วยติดหลังวัด ตอนนี้น้ำกำลังแห้ง ถ้าตายก่อนจะหมดโอกาสบำเพ็ญบารมี" 

หลวงปู่จึงถามว่า เหตุใดจึงมาปรากฏในข่ายฌานสมาธิของท่าน 

ปลาโพธิสัตว์เหล่านั้นตอบว่า "พวกเราตั้งจิตอธิษฐานว่า ด้วยกุศลผลบุญที่บำเพ็ญเพียรเพื่อปรารถนาพุทธภูมิในอนาคต ขอให้เราได้ปรากฏในข่ายฌานของผู้ทรงศีล ที่เคยเกื้อกูลกันมาก่อนในอดีตชาติ จึงได้มาปรากฏในข่ายวิถีฌานสมาธิของท่าน" 

ตอนแรกหลวงปู่คิดว่าเป็นนิมิตมายา "จึงอธิษฐานจิตซ้ำว่า ถ้าเป็นภาพนิมิตมายาขอให้ดับหายไป ถ้าเป็นนิมิตจริงขอให้ปลาเหล่านี้สวดพระพุทธคุณให้ได้ยิน" ปรากฏว่า เมื่ออธิษฐานเสร็จ "ปลาเหล่านั้นก็พากันสวดสรรเสริญพระพุทธคุณ ว่า นโมตัสสะ ภควโต อรหโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ตัวละ ๓ จบเรียงกันไปจนครบหกตัว" ท่านได้ยินดังนั้นจึงรับปากว่าจะช่วย 

รุ่งเช้าท่านออกบิณฑบาตไปจนถึงบ้านของโยมอุปัฏฐาก "วันนั้นลูกสาวของโยมอุปัฏฐากชื่อ เยี่ยม หอมหวล" อายุขณะนั้น ๑๐ ขวบ เมื่อใส่บาตรแล้วก่อนที่หลวงปู่จะไปบ้านอื่นต่อ จึงสั่งเด็กหญิงผู้นั้นว่า "ตอนสาง หลังกินข้าวเสร็จแล้วให้เอาขันน้ำใบใหญ่ ๆ ไปหาท่านที่วัดด้วย" 

หลังจากนั้นเด็กหญิงก็เอาขันน้ำไปที่วัดตามที่หลวงปู่สั่ง เมื่อไปถึงหลวงปู่ก็สั่งว่า "ให้เอาน้ำใส่พอประมาณและให้ไปขอปลาหกตัวกับนายบุญช่วย ที่ขังเอาไว้ในตุ่มน้ำในสวนกล้วยติดกับหลังวัด" ซึ่งเด็กหญิงผู้นี้ก็รู้จัก พร้อมกำชับไว้ด้วยว่า "ไม่ว่าอย่างไร ก็ตามต้องเอาปลามาให้ได้" 

เมื่อเด็กหญิงไปถึงพบนายบุญช่วย จึงบอกว่า "เจ้าคุณปู่ให้มาขอปลาหกตัว เป็นปลาหมอ ๓ ตัวปลาดุก ๓ ตัวที่ขังไว้ในสวนกล้วย" นายบุญช่วยแปลกใจ แต่ก็บอกว่าไม่รู้ว่าปลามีหรือไม่ ถ้าไม่มีให้กราบเรียนหลวงปู่ด้วยว่าไม่มี แล้วไปที่สวนกล้วย 

พอไปถึงกระต๊อบท้ายสวน "นายบุญช่วยก็นึกได้ว่าตนเคยไปหาปลาและได้นำมาขังไว้จริง แต่นานแล้วจนลืม จึงอุทานว่าหลวงปู่เก่งจังที่รู้ว่าตนขังปลาไว้จนลืมไปแล้ว" จึงรีบไปดูที่ตุ่มกลางกอกล้วย ปรากฏว่า "เห็นปลาอยู่หกตัวตามที่หลวงปู่บอกมาจริง จึงจับปลาใส่ขันให้เด็กหญิง แล้วตามมาจนถึงวัด" เมื่อพบหลวงปู่ "จึงบอกว่าหลวงปู่เก่ง ที่รู้ว่ามีปลาถูกขังจนลืม" 

หลวงปู่บอกว่า "ท่านไม่เก่ง ปลาเหล่านี้ต่างหากที่เก่ง" เพราะสามารถส่งกระแสจิตไปขอความช่วยเหลือจากท่านได้ "โชคยังดีที่ยังไม่ได้เอาไปทำอาหาร เพราะจะเดือดร้อนทั้งครอบครัว" จากนั้นหลวงปู่ก็ทำน้ำมนต์พรมให้ปลาแล้วอธิษฐานให้ปลานั้นปลอดภัย สามารถบำเพ็ญบารมีต่อได้จนหมดอายุขัย 

"แล้วนำไปปล่อยที่แม่น้ำโขง น่าแปลกคือ เมื่อปล่อยปลาลงน้ำแล้วแทนที่มันจะรีบว่ายหนี กลับพากันกระโดดขึ้นเหนือน้ำสามครั้งเหมือนกับจะแสดงการคารวะหลวงปู่ จากนั้นก็พากันว่ายน้ำหายไป" .. " 


เนื้อหาจาก http://www.dharma-gateway.com/ 
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=7&t=24

หากทุกท่านได้อ่าน ก็จะทำให้เรามีความเชือในเรื่องกรรม และผลของกรรมได้เป็นอย่างดี!!!

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น